เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite ตอนที่ 2

เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite

(อ่าน เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite ตอนที่ 3) บทความของพ่อลูกตระกูลอัลวาเรซเรื่อง “สาเหตุจากนอกโลกของการสูญพันธุ์ในช่วงรอยต่อยุคครีเทเชียส-เทอร์เทียรี” (Extraterrestrial Cause for the Cretaceous-Tertiary Extinction) ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 1980 และสร้างความตื่นเต้นมากมายเกินขอบเขตของบรรพชีวินวิทยาวารสารในสาขาต่างๆ นับตั้งแต่จิตวิทยาคลินิกจนถึงสัตววิทยาสาขาสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ํารายงานผลการศึกษาของพ่อลูกตระกูลอัลวาเรซ และในไม่ช้านิตยสารเช่น Time และ Newsweek ก็รายงานแนวคิดอุกกาบาตสิ้นยุคครีเทเชียส นักวิจารณ์คนหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “การเชื่อมโยงไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีเพียงพวกน่าเบื่อสุดทนเท่านั้นที่สนใจเข้ากับเหตุการณ์นอกโลกอันน่าตื่นเต้น” นั้นดูเหมือนโครงเรื่องซึ่งผู้จัดพิมพ์ที่ชาญฉลาดอาจแต่งขึ้นเพื่อประกันยอดขาย เมื่อนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์กลุ่มหนึ่งซึ่งนําโดย คาร์ล ซาแกน (Carl Sagan) ได้รับแรงบันดาลใจจากสมมติฐานการชนปะทะ พวกเขาตัดสินใจที่จะพยายามจําลองผลของมหาสงครามและจุติแนวคิด “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” (nuclear winter) ซึ่งต่อมามันได้สร้างกระแสในหมู่สื่อมวลชน Continue reading เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite ตอนที่ 2

เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite ตอนที่ 1

แอมโมไนต์ Ammonite

(อ่าน เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite ตอนที่ 2เมืองกุบบิโอ (Gubbio) ซึ่งอยู่บนเนินเขาประมาณหนึ่งร้อยไมล์ทางเหนือของโรมอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองฟอสซิล ถนนในเมืองแคบมากเสียจนหลายสายมีที่ไม่พอให้รถเฟียตคันเล็กที่สุดแล่น ลานจัตุรัสหินสีเทายังคงดูเหมือนในสมัยของดันเต (ความจริงชาวกุบบิโอที่เรืองอํานาจและครองตําแหน่งนายกเทศมนตรีแห่งฟลอเรนซ์เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเนรเทศดันเตในปี 1302) เลยเขตเมืองออกไปเพียงเล็กน้อย ช่องเขาแคบๆทอดตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ กําแพงของช่องเขานี้ซึ่งรู้จักในชื่อโกลา เดล บอตติชโซเน (Gola del Botaccione) มีแถบหินปูนซึ่งพาดเป็นเส้นทแยง นานก่อนที่ผู้คนจะตั้งรกรากในแถบนี้ นานก่อนที่มนุษย์จะถือกําเนิด กุบบิโอตั้งอยู่ใต้ท้องทะเลสีฟ้าใส ซากของสัตว์ทะเลขนาดเล็กตกลงสู่ก้นทะเลทับถมกันปีแล้วปีเล่า ศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า สหัสวรรษแล้วสหัสวรรษเล่า เมื่อผืนดินยกตัวจนเกิดเทือกเขาแอเพนไนน์ หินปูนยกตัวขึ้น และทํามุมเอียงสี่สิบห้าองศา Continue reading เคราะห์ของแอมโมไนต์ Ammonite ตอนที่ 1

แกรปโตไลต์ Graptolite ซากดึกดำบรรพ์จากมหายุคพาลีโอโซอิกตอนต้น ยุคออร์โดวิเชียน และดีโวเนียน

แกรบโตไลต์ (graptolite)

ซาลาชีวิกส์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแกรปโตไลต์ (graptolite) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นชั้น (class) ของสัตว์ทะเลที่เคยมีอยู่ทั่วไปและหลากหลายมาก พวกมันรุ่งเรืองในยุคออร์โดวิเชียน แต่ถูกกวาดล้างจนเกือบหมดสิ้นในเหตุการณ์การสูญพันธุ์ เมื่อมองด้วยตาเปล่า ฟอสซิลของแกรปโตไลต์ดูเหมือนรอยข่วนหรือบางครั้งดูเหมือนภาพสลักหิน (คําว่า “แกรปโตไลต์” มาจากภาษากรีก แปลว่า “หินที่มีรอยเขียน” คิดขึ้นโดยลินเนียส ผู้แย้งว่าแกรปโตไลต์เป็นสะเก็ดแร่ที่พยายามเลียนแบบซากสัตว์) เมื่อมองผ่านแว่นขยาย พวกมันมักมีรูปร่างน่ารักชวนจินตนาการ สายพันธุ์หนึ่งดูเหมือนขนนก อีกสายพันธุ์เหมือนพิณ อีกสายพันธุ์ถัดมาเหมือนใบเฟิร์น Continue reading แกรปโตไลต์ Graptolite ซากดึกดำบรรพ์จากมหายุคพาลีโอโซอิกตอนต้น ยุคออร์โดวิเชียน และดีโวเนียน

เจาะเวลาหาอดีตสู่ยุคสมัยของแอนโธรโพซีน Anthropocene

แอนโธรโพซีน Anthropocene

ในปี 1949 นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสองคนเกณฑ์นักศึกษาระดับอุดมศึกษายี่สิบสี่คนให้มาทดลองเกี่ยวกับการรับรู้ การทดลองนั้นเรียบง่าย คือให้นักศึกษาดูไพ่และระบุไพ่ที่พลิกอย่าง รวดเร็ว ไฟส่วนใหญ่เป็นไพ่ธรรมดา แต่มีบางใบที่ปลอมแปลงเข้ามา เพื่อให้สํารับนั้นมีหกโพดําสีแดงกับสี่โพแดงสีดํา เมื่อเปิดไพ่อย่างรวดเร็วนักศึกษาจะไม่สังเกตเห็นจุดขัดแย้งนี้ ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาเรียกไพ่หกโพดําสีแดงว่าหกโพแดง หรือเรียกไฟสี่โพแดงสีดําว่าสี่โพดํา เมื่อเปิดไพ่ช้าลง พวกเขาเริ่มงงว่าเห็นอะไร เมื่อเห็นไพ่โพดําสีแดง บางคนบอกว่ามันดูออก “สีม่วง” หรือ “สีน้ำตาล” หรือ “สีดําเหมือนสนิม” หลายคนถึงกับสับสนจนบอกไม่ถูก สัญลักษณ์บนไพ่ “ดูเหมือนกลับซ้ายเป็นขวาหรืออะไรทํานองนั้น” คนหนึ่งสังเกต “ฉันดูไพ่ไม่ออกเลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร” อีกคนหนึ่งอุทาน “ตอนนี้ฉัน ไม่รู้ว่าสีอะไร หรือเป็นโพดําหรือโพแดง ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าโพดํา หน้าตาเป็นยังไง! ให้ตายสิ!” Continue reading เจาะเวลาหาอดีตสู่ยุคสมัยของแอนโธรโพซีน Anthropocene

การสูญพันธุ์ของนกอ็อกใหญ่ สัตว์ท้องถิ่นของประเทศไอซ์แลนด์

สถาบันประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งไอซ์แลนด์ (Icelandic Institute of Natural History) ตั้งอยู่ในอาคารใหม่ข้างเนินโดดเดี่ยวนอกเมืองเรคยาวิก หลังคาและกําแพงกระจกของอาคารหลังนั้นเอียงและดูคล้ายหัวเรือ ที่แห่งนี้ออกแบบเพื่อเป็นอาคารวิจัยและไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้า ซึ่งหมายความว่าต้องนัดหมายเป็นพิเศษเพื่อเข้าชมตัวอย่างในคลังสะสมของสถาบัน ภายในสถาบันแห่งนี้เต็มไปด้วยเสือสตัฟฟ์ จิงโจัสตัฟฟ์ และนกปักษาสวรรค์สตัฟฟ์อัดแน่นเต็มตู้ และที่สำคัญที่สุดสำหรับบทความนี้ก็คือนกอ็อกใหญ่ ไอซ์แลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นบ้านถิ่นสุดท้ายของนกชนิดนี้ Continue reading การสูญพันธุ์ของนกอ็อกใหญ่ สัตว์ท้องถิ่นของประเทศไอซ์แลนด์

บทสรุปเรื่องการสูญพันธุ์ของนกอ็อกใหญ่ที่โลกต้องจดจำ

Snaefellsjokull

เราล่องเรือออกจากท่าแล้วมุ่งหน้าไปทางใต้ อ้อมคาบสมุทรเรคยาเนส ท้องฟ้าโปร่งใสพอที่เราจะเห็นยอดเขาสไนเฟลโซคูต (Snaefellsjokull) ที่มีหิมะปกคลุมซึ่งอยู่ห่างออกไปหกสิบไมล์ สําหรับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษ สไนเฟลโซคูต คงเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่จากหนังสือ เรื่องผจญภัยใต้พิภพ (A Journey to the Center of the Earth) ของแวร์น (Jules Verne) ที่ตัวละครเอกหาอุโมงค์ทะลุสู่ใจกลางโลก ซึ่งชื่อเอลดีย์นี้แปลว่า “เกาะไฟ”  Continue reading บทสรุปเรื่องการสูญพันธุ์ของนกอ็อกใหญ่ที่โลกต้องจดจำ

ชาร์ลส์ ดาร์วิน กับสองทฤษฎีพลิกโลกว่าด้วยกำเนิดสปีชีส์และการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

คําว่า “นักทฤษฎีมหาวิบัติ” (catastrophist) บัญญัติขึ้นโดยวิลเลียม ฮิวเอลล์ (William Whewell) หนึ่งในประธานคนแรกๆของสมาคมธรณีวิทยาแห่งลอนดอน (Geological Society of London) ผู้มอบคําว่า “แอโนด” (anode) “แคโทด” (cathode) “อิออน” (ion) และ “นักวิทยาศาสตร์” (scientist) ให้เป็นมรดกแก่ภาษาอังกฤษ แม้ว่าต่อมาคําว่านักทฤษฎีมหาวิบัติจะมีความหมายแฝงเชิงเหยียดหยามผูกติดมาด้วยราวกับเมล็ดพืชเล็กๆที่ติดตามเสื้อผ้า แต่ฮิวเอลล์ไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้น เมื่อเขาเสนอคํานี้ฮิวเอลล์กล่าวชัดเจนว่าเขาคิดว่าเขาเป็น “นักทฤษฎีมหาวิบัติ” และนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เขารู้จักก็เชื่อทฤษฎีมหาวิบัติเช่นกัน ในความเป็นจริงมีเพียงบุคคลเดียวที่เขารู้จัก และไม่เหมาะกับป้ายชื่อนี้คือนักธรณีวิทยาหนุ่มไฟแรงนาม ชาร์ลส์ ไลเอลล์ (Charles Lyell) ฮิวเอลล์ได้คิดคําใหม่ขึ้นมาสําหรับไลเอลล์ โดยเรียกเขาว่า “นักเอกรูปนิยม” (uniformitarian) ไลเอลล์เติบโตขึ้นในตอนใต้ของอังกฤษอันเป็นดินแดนที่แฟนชนิดหนึ่ง ฟันไม่แกร่ง พลังกรามขี้ปะตั๋ว และโดยรวมแล้วน่าประหลาดใจว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้หาอาหารได้อย่างไร” เดอ ลา บีชตั้งชื่อภาพนั้นว่า “ความเปลี่ยนแปลงอันเลวร้าย”  Continue reading ชาร์ลส์ ดาร์วิน กับสองทฤษฎีพลิกโลกว่าด้วยกำเนิดสปีชีส์และการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 4

การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum

(อ่าน การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 1ดูเหมือนความคิดของกูวีเยที่ว่าประวัติศาสตร์สิ่งมีชีวิตนั้นยาวนานไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยสัตว์ที่ไม่มีตัวตนแล้วในปัจจุบันจะทําให้เขาเป็นผู้สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการไปโดยปริยาย แต่ที่จริงกูวีเยคัดค้านแนวคิดวิวัฒนาการ หรือที่เวลานั้นเป็นที่รู้จักกันในปารีสว่า transformisme เขาพยายามฉีกหน้าเพื่อนร่วมงานที่สนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว และดูเหมือนว่าโดยรวมเขาทําสําเร็จ น่าแปลกที่ทักษะเดียวกับทักษะที่ชี้นําให้เขาค้นพบการสูญพันธุ์กลับทําให้เขามองว่าทฤษฎีวิวัฒนาการแสนจะไร้สาระ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้พอๆกับการบินในอากาศ Continue reading การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 4

การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 3

มาสโตดอนอเมริกา

(อ่าน การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 4) เมื่อถึงปี 1800 หรือสี่ปีหลังจากเผยแพร่บทความเรื่องช้างชิ้นนั้น สวนสัตว์ฟอสซิลของกูวีเยขยายใหญ่ขึ้น มีสัตว์ 23 สายพันธุ์ที่เขาเชื่อว่าสูญพันธุ์ ซึ่งรวมถึงฮิปโปแคระ (pygmy hippopotamus) ที่กูวีเยพบซากในห้องเก็บของที่พิพิธภัณฑ์ปารีส กวางเอลก์ที่มีเขาขนาดมหึมาซึ่งพบกระดูกของมันในไอร์แลนด์ และหมีตัวใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันรู้ว่าเป็นหมีถ้ำ

ณ จุดนี้ สัตว์มงมาร์ตถูกแบ่งหรือขยายออกเป็นสายพันธุ์ที่ต่างกันหกสายพันธุ์ (แม้กระทั่งในปัจจุบัน เรารู้เกี่ยวกับสายพันธุ์เหล่านี้น้อยมากรู้เพียงว่ามันมีกีบเท้าและมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 30 ล้านปีก่อน) “หากเราหาสายพันธุ์ที่สูญไปแล้วได้มากมายเพียงนี้ในเวลาอันสั้น แล้วจะมีอีกกี่สายพันธุ์ที่น่าจะยังดํารงอยู่ลึกลงไปใต้โลกใบนี้?” กูวีเยตั้งคำถาม Continue reading การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 3

การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 2

Mammut americanum

(อ่าน การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 3ในปี 1781 โธมัส เจฟเฟอร์สัน ถูกดึงเข้าร่วมวงโต้แย้ง ในบันทึกเกี่ยวกับรัฐเวอร์จิเนีย (Notes on the State of Virginia) ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากที่เขาพ้นตําแหน่งผู้ว่าราชการรัฐได้ไม่นาน เจฟเฟอร์สัน จินตนาการสัตว์ไม่ทราบชื่อในแบบของเขาเอง เขายืนยันเช่นเดียวกับบูฟงว่าสัตว์ดังกล่าวเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหมด “ปริมาตรใหญ่กว่าช้างห้าหรือหกเท่า” (ข้อนี้ล้มล้างทฤษฎีซึ่งแพร่หลายในยุโรปขณะนั้นว่าสรรพสัตว์ในโลกใหม่มีขนาดเล็กกว่าและ “เสื่อมทราม” กว่าสัตว์ในโลกเก่า) เจฟเฟอร์สันเห็นพ้องกับฮันเตอร์ว่าสัตว์ดังกล่าวน่าจะเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่เขาคิดว่ามันยังมีตัวตนอยู่ หากหาตัวมันไม่พบในรัฐเวอร์จิเนีย มันก็คงร่อนเร่อยู่ในพื้นที่ของทวีปซึ่ง “ยังอยู่ในสภาพดั้งเดิมโดยไม่เคยมีใครบุกเบิกและรุกราน” เมื่อได้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดี เขาส่ง เมอริเวเธอร์ ลิวอิส (Meriwether Lewis) และ วิลเลียม คลาร์ก (William Clark) ไปดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ โดยหวังว่าจะพบสัตว์ไม่ทราบชื่อเร่ร่อนอยู่ในป่าแถบนั้น “เศรษฐศาสตร์แห่งธรรมชาติเป็นเช่นนี้” เขาเขียน “ไม่มีสิ่งใดที่เกิดจากธรรมชาติจะปล่อยให้สัตว์สายพันธุ์ใดก็ตามสูญพันธุ์ไป เป็นไปไม่ได้ที่ห่วงโซ่ในผลงานอันประเสริฐของธรรมชาติจะอ่อนแอจนแตกสลายลง” Continue reading การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 2