ตำนานแมวไทย

ตำนานแมวไทยที่มีความสำคัญทั้งในแง่เกษตรกรรมและพิธีกรรมต่างๆ

ตำนานแมวไทยที่มีความสำคัญทั้งในแง่เกษตรกรรมและพิธีกรรมต่างๆ ทาสแมวทั้งหลายที่หลงรักความพิเศษของแมวไทยมามุงบทความนี้กันด่วนๆ เพราะเรามีความหมายอันเป็นมงคลของแมวแต่ละชนิดมาฝากกันด้วย!

ตำนานแมวไทย

ตำนานแมวไทย

ประเทศไทยเลี้ยงแมวมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ด้วยเหตุผลหลักคือเพื่อจับหนูที่มาทําลายผลผลิต ทางการเกษตร และเพื่อป้องกันหนูมากัดแทะตําราและบันทึกต่างๆ

ในสมัยอยุธยา แมวถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูง ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ขุนนาง เพราะมีความเชื่อว่า หากเลี้ยงแมวแล้วจะทําให้มียศที่สูงขึ้น ร่ำรวยขึ้น แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่แมวทุกตัวที่จะเลี้ยงแล้ว เป็นมงคล จึงทําให้มีการจดบันทึกลักษณะของแมวที่ดีที่ให้คุณประโยชน์และแมวอัปมงคลไว้ในสมุดข่อย

หากชาวบ้านทั่วไปเจอแมวมงคลก็สามารถจับมาขายให้กับขุนนางได้ โดยค่าตัวของแมวบางสายพันธุ์มากถึงหนึ่งแสนตําลึงทอง เช่น แมวอานม้า ชาวบ้านบางคนหาแมวมงคลไม่ได้ก็ไปดักจับแมวที่ท่าเรือซึ่งจะมีแมวลายเสือ แมวสีเหลือง ที่เป็นแมวติดเรือสินค้ามาจากต่างประเทศ บางคนจับแมวจากท่าเรือไปย้อมสีขายให้ขุนนาง จึงทําให้เป็นที่มาของสํานวน “ย้อมแมว”

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พม่ารู้ว่าแมวเป็นสัตว์ชั้นสูงและขุนนางในวังนิยมเลี้ยงจึงต้อนแมวไปพม่าทั้งหมด เป็นสาเหตุหลักที่ทําให้แมวไทยมงคลสูญพันธุ์ จากการเล่าต่อกันมา แมวบางลักษณะ เช่น ศุภลักษณ์ มีจํานวนน้อยมาก พม่าได้นําแมวศุภลักษณ์ไปผสมพันธุ์กับแมวพันธุ์อื่นจึงทําให้แมวมงคลล้ำค่าชนิดนี้สูญพันธุ์ไปในประเทศไทย

มีเพียงแมววิเชียรมาศบางส่วนที่หลุดรอดจากการต้อนไปพม่า แมวเหล่านั้นวิ่งหนีกระเจิงไปอาศัยอยู่ในพระราชวังร้าง จนกระทั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสโร) ไปเที่ยวกรุงศรีอยุธยาร้าง แล้วเจอสมุดข่อยที่ไม่ถูกเผาจึงนํากลับมา แล้วให้คนไปไล่ต้อนจับแมววิเชียรมาศกลับมาเลี้ยงที่วัดอนงคาราม วัดอนงคารามจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เป็นสถานที่สืบตํานานแมวไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระราชทานแมวไทยวิเชียรมาศ 1 คู่ เพื่อเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างประเทศในปี พ.ศ.2427 ให้นาย เอ็ดเวิร์ด เบลนโคว์ กูลด์ กงสุลอังกฤษประจํากรุงเทพมหานคร ต่อมาท่านได้นําแมวคู่นี้ไปฝากน้องสาวที่อังกฤษ และอีกหนึ่งปีต่อมา แมวคู่นี้ถูกส่งเข้าประกวดในงานประกวดแมวที่ The Crystal Palace กรุงลอนดอน ผลปรากฏว่าได้รางวัลชนะเลิศ ทําให้ชาวอังกฤษพากันตื่นเต้นและเลี้ยงแมวไทยกันมากขึ้น จนถึงขั้นตั้งเป็นสโมสรแมวไทยเมื่อปี พ.ศ.2443 มีชื่อว่า The Siamese Cat Club

หลังจากที่แมวไทยทําชื่อเสียงในอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าแมวไทยเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถทําให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลก จึงได้พระราชทานแมวไทยให้กับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ และจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทํานั้น ทําให้แมวไทยและประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว

แมวในพิธีกรรมของไทย

แมวในพิธีกรรมของไทย

แมวในพิธีกรรมการเกิด

ในอดีต เมื่อเด็กทารกมีอายุครบ 1 เดือน 1 วัน ครอบครัวจะจัดพิธีโกนผมไฟและพิธีลงอู่ (อู่ หมายถึงเปลเด็ก) ในพิธีลงอู่ พ่อแม่เด็กจะนําสิ่งของสามสิ่งซึ่งประกอบไปด้วย หินบดยา หมายถึง ให้เด็ก ใจคอหนักแน่นเหมือนหินบดยา ฟัก เพื่อให้เด็กใจเย็นเหมือนฟัก และสิ่งสุดท้ายที่ใส่ลงไปในเปลเด็กคือ แมวคราว เพื่อให้เด็กอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเหมือนแมวคราว

หากเป็นเด็กผู้ชายในอดีตจะใส่สมุดกับดินสอลงไปในเปลด้วย เพื่อให้เด็กฉลาด เรียนเก่ง แต่หากเป็นเด็กผู้หญิงก็จะใส่ด้ายและเข็มลงไปแทน เพื่อให้เด็กเก่งงานบ้านงานเรือน (แต่ปัจจุบันในเปลเด็กผู้หญิงก็จะใส่สมุด ดินสอ เพื่อให้เรียนเก่งเหมือนเด็กผู้ชายด้วยเช่นกัน) หลังจากใส่ของทุกอย่างลงไปครบแล้วก็จะไกวเปล 3 ครั้ง ก่อนจะนําของทุกอย่างออก แล้วให้เด็กลงไปนอนแทน จากนั้นก็จะอวยพรให้เด็กเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งในปัจจุบันพิธีนี้หาชมได้ยากมากแล้ว

แมวคราวคือ แมวเพศผู้ที่แก่ รูปร่างใหญ่ หน้าตาน่ากลัว มีหนวดยาว แมวคราวจะเป็นแมวที่ไม่ทิ้งถิ่น เป็นสัตว์ติดถิ่น ไม่ยอมย้ายถิ่นเป็นอันขาด แม้เจ้าของจะย้ายไปที่อื่นก็ตาม

แมวในพิธีแต่งงาน

ในประเพณีการแต่งงานของไทยก็ใช้แมวร่วมพิธีเช่นกัน เมื่อถึงพิธีปูเตียงเรียงหมอนก่อนเข้าหอ ของบ่าวสาวก็จะวางสิ่งของเหล่านี้ ได้แก่ ถุงใส่เงิน ถุงใส่ทอง ไม้เท้า เมล็ดข้าวเปลือก ถั่ว งา หินบดยา ฟักเขียว แม่ไก่ และแมวคราวบนเตียงนอน เพราะมีความเชื่อว่า ถุงใส่เงิน ถุงใส่ทอง จะทําให้ร่ํารวย ไม้เท้า หมายถึงอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า เมล็ดข้าวเปลือก ถั่ว งา หมายถึงความเจริญงอกงาม หินบดยา หมายถึงให้คู่ครองมีจิตใจอดทนหนักแน่น ฟักเขียว หมายถึงให้มีความใจเย็นต่อกัน แม่ไก่ หมายถึงให้ตื่นมาทํางานมาทํามาหากินตั้งแต่ก่อนไก่โห่ ส่วนแมวคราว หมายถึงให้อยู่เหย้าเฝ้าเรือนเหมือนแมวคราว ซึ่งเป็นแมวที่มีความนิ่งสงบเป็นผู้ใหญ่

ปัจจุบันแมวคราวหายากและเพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกแมวข่วนจึงเปลี่ยนมาใช้ตุ๊กตาแมวแทน

แมวในพิธีขอฝน

คนไทยสมัยโบราณเชื่อว่า แมวเป็นสัตว์ที่มีอํานาจลึกลับ สามารถเรียกฝนให้ตกได้ ดังนั้นเมื่อถึงฤดูฝน แต่ฝนแล้ง ไม่มีน้ำทําการเกษตร เกษตรกรจะนําแมวเพศเมีย โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้แมวสีสวาด (อีกชื่อคือแมวโคราช หรือแมวมาเลศ) ตัวที่มีรูปร่างสวยงาม 1-3 ตัว ใส่กระบุงหรือตะกร้า แห่ไปรอบๆหมู่บ้าน สาเหตุที่ใช้แมวพันธุ์นี้เพราะสีขนของแมวคล้ายเมฆฝนจะทําให้เกิดฝนตกได้

ในขบวนแห่นางแมวจะร้องรําทําเพลงสนุกสนาน สาดน้ำให้น้ำกระเซ็นใส่แมวและถ้าขบวนแห่ไป ผ่านหน้าบ้านใคร สมาชิกในบ้านต้องออกมาต้อนรับขบวนอย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นแมวจะโกรธจนไม่บันดาลฝนให้ตกลงมา ตามความเชื่อแล้ว หลังจากการแห่นางแมวไปภายใน 3 หรือ 7 วัน ก็จะมีฝนตกลงมา นอกจากพิธีแห่นางแมวจะเป็นการช่วยเรียกให้ฝนตกแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในหมู่บ้านให้แนบแน่นขึ้นด้วย เนื่องจากจะต้องช่วยเหลือกันในการประกอบพิธี

ลักษณะและความหมายของแมวมงคล 17 ชนิด

ลักษณะและความหมายของแมวมงคล 17 ชนิด

กระจอก เลี้ยงแล้วจะร่ำรวย หากเป็นไพร่ก็จะได้เป็นขุนนาง

การเวก เลี้ยงแล้วภายใน 7 เดือนจะได้เลื่อนยศ

เก้าแต้ม เลี้ยงแล้วจะรุ่งเรืองในการค้าขาย

โกญจา เลี้ยงแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

นิลจักร เลี้ยงแล้วจะมีทรัพย์มาก

จตุบท เป็นแมวชั้นสูง ราชนิกุลเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เลี้ยง

นิลรัตน์ เลี้ยงแล้วจะปราศจากอันตราย

แซมเศวต เลี้ยงแล้วจะมีคุณประโยชน์แก่ผู้เลี้ยงอย่างนับมิถ้วน

ปัดเศวต เลี้ยงแล้วจะเจริญ มากกว่าคนในสกุลเดียวกัน

มุลิลา เลี้ยงแล้วจะร่ำเรียนดี สมปรารถนา

มาเลศ เลี้ยงแล้วจะมีแต่ผู้คนรักใคร่ อุปถัมภ์ค้ําชู

รัตนกัมพล เลี้ยงแล้วจะมียศสูง ผู้คนยําเกรง

วิลาศ เลี้ยงแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน

วิเชียรมาศ เลี้ยงแล้วทรัพย์สมบัติจะเพิ่มพูน

สิงหเสพย์ เลี้ยงแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน

ศุภลักษณ์ เลี้ยงแล้วจะได้เป็นอํามาตย์หรือขุนนางชั้นสูง

อานม้า เลี้ยงแล้วจะมีสิริมงคลแก่ชีวิต