ความสำคัญของแมวในดินแดนต่างๆทั้งแอฟริกา, ยุโรป และเอเชีย

ความสำคัญของแมวในดินแดนต่างๆทั้งแอฟริกา, ยุโรป และเอเชีย

ความสำคัญของแมวในดินแดนต่างๆทั้งแอฟริกา, ยุโรป และเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรม, พิธีกรรม, ความเชื่อเรื่องโชคลาภและลางร้าย

แอฟริกา

ความสำคัญของแมวในดินแดนต่างๆทั้งแอฟริกา, ยุโรป และเอเชีย

แมวป่าเข้ามาเป็นแมวบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่จากบันทึกของชาวอียิปต์โบราณทําให้รู้ว่าแมวเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ในแอฟริกามาก่อน ดินแดนที่เป็นถิ่นกําเนิดของแมวอยู่ที่รัฐนูเบีย หรือประเทศซูดานในปัจจุบัน

รัฐนูเบียเป็นรัฐที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทําให้ถูกอียิปต์รุกรานอยู่บ่อยครั้ง เมื่อรบชนะ ฟาโรห์แห่งอียิปต์ได้นําวัว ไม้มีค่า ทองคํา งาช้าง และแมวนูเบียซึ่งเป็นแมวป่าเข้ามาในประเทศ อียิปต์ จึงเป็นประเทศแรกที่นําแมวเข้ามาเลี้ยงในบ้าน และกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อถึงเวลาทําการเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรจะดึงดูดหนู ทําให้หนูแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ชาวอียิปต์จึงฝึกแมวซึ่งมีสัญชาตญาณในการจับหนู แมวสามารถทําหน้าที่จับหนูได้ดีจนเป็นที่ยอมรับ นอกจากผลผลิตทางการเกษตรเสียหายน้อยลงแล้ว แมวยังช่วยกําจัดหนูซึ่งเป็นพาหะกาฬโรค โรคระบาดในสมัยโบราณได้อีกด้วย

เมื่อชาวอียิปต์เลี้ยงแมวไว้จับหนูทําให้ผลผลิตไม่เสียหาย จึงมีอาหารไว้เลี้ยงพลเมืองในประเทศ เพียงพอ และไม่เจ็บป่วยเป็นกาฬโรคเหมือนประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ประเทศอียิปต์มีความเจริญและ สามารถแผ่ขยายอํานาจออกไปได้อย่างกว้างขวางเป็นเวลาหลายพันปี เกิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จากเหตุผลดังกล่าว ทําให้แมวได้รับยกย่องเป็นเทพีบาสเทต (Bastet) เทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะปรากฏรูปร่างเป็นคน มีศีรษะเป็นแมว แต่เทวรูปเทพบาสเกตบางครั้งก็จะปรากฏรูปร่างเป็นแมวทั้งตัว

จากเหตุผลที่ว่าชาวอียิปต์โบราณยกย่องแมวเสมือนเป็นเทพเจ้า จึงทําให้มีกฎหมายโบราณกําหนดไว้ว่า หากผู้ใดฆ่าแมว ทําร้ายแมว ผู้นั้นจะถูกประหารชีวิต ด้วยเหตุนี้อาณาจักรอื่นๆที่ต้องการยึดอํานาจปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณจึงออกอุบาย “อุ้มแมวไปรบ” ทําให้ทหารอียิปต์ไม่สามารถสู้ได้ และแม้ว่าอาณาจักรอียิปต์โบราณจะเสื่อมอํานาจลงไปแล้ว แต่ชาวอียิปต์สมัยก่อนยังคงนับถือแมวเช่นเดิม ถึงขนาดที่ว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนโรมันถูกคนอียิปต์ลงโทษเพราะฆ่าแมวมาแล้ว (อาณาจักรอียิปต์ไม่ได้ล่มสลายเพราะแมว แมวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรบเท่านั้น)

ในสมัยอียิปต์โบราณ หากบ้านใดมีแมวตาย สมาชิกทุกคนในบ้านหลังนั้นจะต้องไว้ทุกข์โดยการโกนคิ้วของตัวเองออกและนําซากแมวไปทํามัมมี่เพื่อเก็บรักษาร่างไว้ ซากแมวจะถูกห่อด้วยวัสดุหลากสีและมีหน้ากากที่แกะจากไม้ครอบมัมมี่หน้าแมวไว้ น้ำยาที่ใช้แช่มัมมี่ก็เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ทํามัมมีมนุษย์

หลังจากทํามัมมี่เสร็จแล้วจะนําไปฝังที่สุสานใกล้กับวิหารบูชาเทพี่บาสเกตที่เมืองบูบาสติส ซึ่งนักโบราณคดีขุดพบมัมมีแมวมากกว่า 300,000 ตัวใต้สุสานแห่งนี้ ฤดูใบไม้ผลิในอดีต คนจํานวนมากจะไปชุมนุมเพื่อร่วมพิธีบูชาแมว ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีมัมมี่แมวมากกว่า 100,000 ตัวถูกฝังเพื่อเป็นการสักการะเทพีบาสเทต โดยผู้คนจะนําเนื้อสัตว์ น้ำผึ้ง และผลไม้มาสักการะในพิธีด้วย นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวออกมาร้องเพลงร่ายรําถวายเทพเจ้า พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์และสืบทอดกันมายาวนานมากกว่า 2,000 ปี จนกระทั่งถูกห้ามอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 390 จึงทําให้พิธีเสื่อมลงไป

ยุโรป

ความสำคัญของแมวในดินแดนต่างๆทั้งแอฟริกา, ยุโรป และเอเชีย

การแพร่ขยายของแมวจากอาณาจักรอียิปต์มาสู่ยุโรปเกิดจากการส่งสินค้าไปค้าขายกับอาณาจักรอื่นๆของชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งจะนําแมวใส่เรือไปด้วยเพื่อช่วยจับหนูที่มากัดกินสินค้าในเรือ และเมื่อแมวลงจากเรือที่ปลายทางแล้วมักจะไม่ได้กลับมาอีก จึงเป็นสาเหตุหลักให้แมวแพร่พันธุ์อยู่ที่ยุโรปและพื้นที่อื่นทั่วโลก

เดิมแมวเป็นสัตว์เลี้ยงของคนร่ำรวยในยุโรป แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของหนูจึงทําให้คนทั่วไปนิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น เนื่องจากมีบทลงโทษสําหรับผู้ที่ฆ่าแมว จึงทําให้แมวได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี บทลงโทษนี้กําหนดโดยกษัตริย์แห่งเวลส์พระองค์หนึ่ง ทรงกําหนดไว้ว่าหากใครฆ่าแมวจะต้องนําซากแมวมาห้อยหัวลงให้ปลายจมูกแมวแตะพื้น และต้องยึดเมล็ดธัญพืชของผู้ที่ฆ่าแมวมากองให้สูงขึ้นจนกว่าจะกลบซากแมวได้มิด ซึ่งธัญพืชเหล่านั้นแทนปริมาณผลผลิตที่แมวตัวนั้น สามารถรักษาเอาไว้ได้จากการกัดทําลายของหนู

แมวได้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในยุโรปจนกระทั่งเข้าสู่ยุคกลาง ชาวยุโรปมีความเชื่อต่อแมวตรงข้ามจากเดิมอย่างสุดขั้ว โดยผู้คนในยุคนี้เชื่อกันว่าผู้หญิงที่เลี้ยงแมวดํา ชอบทําตัวลึกลับ มีทัศนคติขัดแย้งต่อชุมชน มีหัวคิดก้าวหน้า มักจะเป็นแม่มดปลอมตัวมา ผู้หญิงเลี้ยงแมวเหล่านี้จึงต้องถูกทารุณ โดนจับเผาให้ตายทั้งเป็นทั้งคนและแมว

พิธีกรรมเผาแม่มดและแมวเป็นพิธีที่มีต่อเนื่องยาวนานหลายร้อยปี ในประเทศฝรั่งเศสมีแมวถูกเผา ทั้งเป็นเดือนละหลายพันตัว จนกระทั่งสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศส พระองค์มีรับสั่งให้ ยุติพิธีกรรมอันแสนโหดร้ายนี้

สาเหตุแท้จริงที่ผู้คนพากันกําจัดแมวในยุคนั้นเกิดจากในช่วงแรกคนยุโรปเลี้ยงแมวก็เพื่อใช้จับหนู ซึ่งเป็นพาหะนําโรคต่างๆ เมื่อหนูมีจํานวนลดลงแต่แมวมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เป็นที่ต้องการของ ผู้คนอีกต่อไปจึงใช้วิธีการต่างๆกําจัด รวมถึงใส่ร้ายว่าเป็นแมวปีศาจ

แม้ว่าในปัจจุบันที่ยุโรปจะไม่มีพิธีกรรมเผาแมวทั้งเป็นแล้ว แต่ในประเทศเบลเยียมยังคงมีเทศกาล แมว ซึ่งเทศกาลนี้จะมีพิธีโยนแมว โดยทําเลียนแบบพิธีกรรมของชาวเบลเยียมโบราณ แต่เปลี่ยน จากแมวจริงมาเป็นตุ๊กตาแมวดําแทน

ในอดีต แมวดําที่เป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มดจะถูกจับโยนลงจากหอระฆังของโคลทฮอลล์ซึ่งเป็นตึกที่ สูงที่สุดในยุคกลางลงสู่จัตุรัสในเมืองด้านล่าง เทศกาลแมวนี้ก็จะทําคล้ายๆกัน โดยเปลี่ยนจากแมวจริงเป็นตุ๊กตาซึ่งด้านล่างก็จะมีผู้คนรอรับตุ๊กตาอยู่ จากนั้นจะมีพิธีจําลองการเผาแม่มดในบริเวณ พื้นที่จัดงาน ผู้มาร่วมงานจะแต่งกายเป็นแมว หรือไม่ก็แต่งให้เหมือนคนในยุคกลาง เพื่อเข้าร่วมพิธีโยนแมว (ปลอม) และพิธีเผาแม่มด (จําลอง) ในครั้งนี้นั่นเอง

เทศกาลแมวหรือ Kattenstoet เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นที่เมืองอิเปร ประเทศเบลเยียม ในวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ทุก ๆ 3 ปี เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อรําลึกถึงแมวที่ถูกฆ่าในช่วงยุคกลาง

เอเชีย

ความสำคัญของแมวในดินแดนต่างๆทั้งแอฟริกา, ยุโรป และเอเชียa1f47e2920328e175aadb6fa8

การเข้ามายังทวีปเอเชียของแมวมีความเชื่ออยู่ 2 แบบ คือ แมวมาจากอียิปต์โดยผ่านเรือสินค้าเข้ามาเช่นเดียวกับทวีปยุโรป ส่วนอีกความเชื่อหนึ่งคือแมวมีอยู่ในทวีปเอเชียอยู่แล้ว ก่อนที่จะไปผสมพันธุ์กับแมวทางตะวันตกจนมีลักษณะดังปัจจุบัน

แมวถือว่าเป็นสัตว์ที่อยู่คู่ประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน สังเกตได้จากภาพวาดหรืองานศิลปะ มักจะมีแมวเป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอๆซึ่งคนญี่ปุ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับแมวทั้งด้านดีและไม่ดีด้วยเช่นกัน

ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า แมวเข้ามาในประเทศพร้อมๆกับการเข้ามาของพุทธศาสนา โดยผ่านเข้ามาทาง ประเทศจีนและประเทศเกาหลี ในสมัยก่อนวัดทุกวัดจะต้องเลี้ยงแมวไว้เพื่อจับหนูที่มาแทะคัมภีร์ และตําราต่างๆ นอกจากนี้แมวยังช่วยป้องกันบันทึกทางประวัติศาสตร์ไม่ให้ถูกหนูแทะอีกด้วย

ส่วนความเชื่อของคนญี่ปุ่นสมัยโบราณนั้นเชื่อว่า แมวหางยาวเป็นแมวปีศาจ เป็นแมวที่ไม่เป็นมงคล หรือที่เรียกกันว่า Nekomata (เนะโกะมะตะ)

เนะโกะมะตะหรือแมวผีมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เมื่อแมวบางตัวมีอายุมากขึ้นก็จะมีตบะที่สูงขึ้นด้วย ทําให้กลายเป็นแมวผีที่มีหางยาว แยกออกเป็นสองหางได้ และสามารถยืนด้วยสองขาหลังได้ อีกทั้งยังเชื่อว่าหางของเนะโกะมะตะเป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดเพลิงไหม้ จึงทําให้มีการตัดหางแมวให้สั้นลงเพื่อจะได้ไม่กลายเป็นเนะโกะมะตะ

ลักษณะของแมวที่เป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นคือหางสั้น ลายกระดองเต่า มีสามสี คือ สีส้ม สีดํา และสีขาว (หรือที่เรียกว่า Mike-neko) แมวลักษณะนี้เชื่อกันว่าจะนิสัยดี ร่าเริง เป็นมิตร เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี

มะเนะกิเนะโกะ (Maneki-neko) เป็นแมวกวักนําโชคตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น เราจะสามารถเจอแมวกวักได้ทั่วไป มีหลายสีหลายแบบ และมีความหมายแตกต่างกัน