Soup for the soul เมนูซุป อาหารแห่งจิตวิญญาณ ตอนที่ 2

ซุปเจนนี ลินด์: เหตุที่ไนติงเกลสวีเดนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอาหาร

Soup for the soul เมนูซุป อาหารแห่งจิตวิญญาณ ตอนที่ 2

ลีโอโพลด์บลูมตัวเอกใน Ulysses (1922) นิยายแนวกระแสสํานึกของ เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) ฝันถึงซุป เจนนี ลินด์ ขณะกินอาหารกลางวันที่โรงแรมออร์มอนด์ ด้วยความที่ซุปนั้นข้น มีแคลอรีสูง และเนื้อเนียนพอๆกับกาวทาวอลเปเปอร์ จึงไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไปในยุคสมัยที่ผู้คนใส่ใจเรื่องแคลอรี แต่ในศตวรรษที่ 19 ซุปชนิดนี้เป็นที่ใฝ่ฝันเกือบเท่าตัวเจนนี ลินด์เองเลยทีเดียว

เจนนี ลินด์ เจ้าของฉายา “ไนติงเกลสวีเดน” เกิดที่กรุงสตอกโฮล์มในปี 1820 และเสียชีวิตที่มัลเวิร์น ประเทศอังกฤษเมื่อปี 1887 เธออายุ แค่ 9 ขวบตอนที่นักเต้นตัวหลักของรอยัลสวีดิชโอเปรา (Royal Swedish Opera) ได้ยินเธอร้องเพลงให้แมวฟังจึงจัดแจงให้เธอไปทดสอบเข้าเรียน ที่โรงเรียนการแสดงหลวง (Royal Theatre School)

ด้วยความช่วยเหลือของนักเต้นผู้นี้ ลินด์จึงได้เข้าเรียนที่นั่นแล้วเธอก็เริ่มปรากฏตัวบนเวทีตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เธอได้รับบทพรีมาดอนนา (prima donna หรือตัวเอกฝ่ายหญิง) ครั้งแรกในการแสดงของโรยัลโอเปราเมื่ออายุเพียง 18 ปี ซึ่งเธอก็ได้รับเสียงปรบมือดังสนั่นและมีชื่อเสียงขึ้นมาทันที หลายปีหลังจากนั้น เธอออกแสดงไปทั่วยุโรป ปลุกจินตนาการของทั้งผู้ฟังและเพื่อนศิลปินด้วยกันให้โลดแล่น รวมถึงเพื่อนชาวสแกนดิเนเวียอย่าง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen, 1805-1875) ว่ากันว่านิทาน 3 เรื่องของเขาได้แรงบันดาลใจจากลินด์ รวมถึงเรื่อง “The Nightingale” และในทางกลับกันก็เป็นที่มาของฉายาอันโด่งดังของเธอด้วย แอนเดอร์เซน ยังเป็นหนึ่งในชายผู้ตกหลุมรักเธอ แม้ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาจะเป็นมิตรภาพอันบริสุทธิ์ก็ตาม

ลินด์มีชื่อเสียงเรื่องความกล้าหาญเช่นเดียวกับเสียงอันไพเราะ ตลอดชีวิตการเป็นนักร้องเธอต้องทนทุกข์จากโรคตื่นเวทีและต้องพิชิตมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกเรื่องที่ขึ้นชื่อคือความมีน้ำใจ เมื่อไม่ขึ้นแสดงเธอจะอุทิศเวลาและรายได้ให้งานการกุศลและการช่วยเหลือผู้อื่น

อันที่จริงการที่ลินด์ตอบรับข้อเสนอของผู้จัดการแสดงระดับตํานานอย่าง พี. ที. บาร์นัม (P. T. Barnum) ให้มาทัวร์อเมริกาเพราะต้องการทําเพื่อการกุศลเป็นหลัก ตอนนั้นคนอเมริกันยังไม่รู้จักเธอนัก ในวันที่ 9 มกราคม 1850 เธอตกลงออกแสดง 150 รอบซึ่งจะได้ค่าจ้าง 1,000 ปอนด์ต่อรอบ (ถือเป็นจํานวนเงินมากมายมหาศาลเกินนึกฝันในสมัยนั้น) ลินด์ไม่ได้ทําไปเพราะโลภมาก เธอเพียงต้องการนําเงินไปสมทบทุนสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ในสวีเดน

การประชาสัมพันธ์ของบาร์นัมก่อนทัวร์ทําให้มีผู้คนกว่า 4 หมื่นคนมารอที่ริมท่าเรือเพราะอยากเห็นดาวเด่นชาวยุโรปผู้มีจิตใจงามแม้เพียงไกลๆก็ยังดี มีการผูกคําว่า “ลินโดมาเนีย” (Lindomania) ขึ้นมาก่อนเธอจะเปล่งเสียงด้วยซ้ำ ไม่นาน “กระแสคลั่งเจนนี่” ก็โหมกระพือไปทั่วอเมริกา เสียงเรียกร้องอยากฟังไนติงเกลสาวขับกล่อมเพลงมากเสียจนบาร์นัมจําต้องขอเจรจาแก้ไขสัญญากับผู้จัดการของลินด์ที่ชื่อ จอห์น เจย์ (John Jay) เพื่อให้เธอได้ส่วนแบ่งผลกําไรด้วย นับเป็นการ เปลี่ยนแปลงที่ท้ายที่สุดเธอก็ได้เงินไปกว่า 250,000 ปอนด์

เสน่ห์ของ เจนนี ลินด์ และเสียงระดับตํานานของเธอนั้นมากมายเสียจนข้าวของหลายสิ่งหลายอย่างตั้งชื่อตามเธอ รวมถึงรถไฟ เรือ และ เปลเด็ก ชื่อของเธอกลายเป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ อีกทั้งภาพของเธอยังปรากฏบนธนบัตรสวีเดนด้วย แต่อนุสรณ์ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือซุปซึ่งคิดค้นขึ้นเพื่อเธอโดยเฉพาะ

ช่วงหลังๆเมื่อใดที่เธอจะขึ้นแสดง (โดยที่ยังบริจาคเงินให้การกุศลอย่างสม่ำเสมอ) เธอจะกินซุปชนิดนี้โดยเชื่อว่าครีมกับไข่จะช่วยลดอาการระคายเคืองของเส้นเสียงที่ทํางานหนัก ดังนั้นทุกคนที่ชื่นชมเธอและต้องการมีเสียงแบบเธอก็กินมันอย่างหลงใหลด้วย คนพวกนี้คลั่งลินด์จริงแท้แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าเด็กสาวรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมกินอะไรเลยเพื่อจะได้มีเสียงแบบสาวพอชแห่งวงสไปซ์เกิลส์

บุฟเฟต์: จากการรับประทานอาหารหรูสู่การกินแบบไม่อิ่มไม่เลิก

Soup for the soul เมนูซุป อาหารแห่งจิตวิญญาณ ตอนที่ 2

ปัจจุบันคําว่าบุฟเฟต์หมายถึงอาหารที่ผู้กินไปเลือกตักด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อยหรือครบมื้อก็ตาม บุฟเฟต์ถือกําเนิดในฝรั่งเศสเมื่อศตวรรษที่ 18 ด้วยลักษณะคล้ายคลึงกับสมอร์กัสบอร์ด อาหารบุฟเฟต์จะเสิร์ฟบนตู้ยาวที่สั่งทําขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนลิ้นชักด้านล่างก็ใส่จานมีดส้อมและที่ขาดไม่ได้เลยคือไวน์ไม่นานนักวิธีการแบบนี้ก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป อังกฤษเริ่มนิยมบุฟเฟต์ช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19

ว่ากันว่าบุฟเฟต์ได้ชื่อตาม ปิแอร์-อัลฟองส์ บุฟเฟต์ (Piere Alphonse Buffet, 1692-1756) สุภาพบุรุษชาวปารีสผู้เป็นทั้งนักดื่มนักพนันและคนลอยชายไม่ทํางานทําการ เขาเหมือนลอร์ดแซนด์วิชตรงที่ชอบเล่นไพ่และอาจถูกจดจําในลักษณะคล้ายๆกันด้วย เพราะบุฟเฟต์เองก็ไม่อยากหยุดเล่นไพ่เพียงเพื่อมาทําเรื่องจิบจ๊อยอย่างการกินอาหาร เขาสั่งให้คนรับใช้วางจานไว้บนโต๊ะเล็กด้านข้างเพื่อให้เขากับแขกได้ตักอาหารที่อยากกินเอาเองเมื่อหิว

แต่มีผู้เล่าเรื่องเดียวกันนี้อีกแบบว่าเขาเสียพนัน โต๊ะรับประทานอาหารในวงไพ่เลยต้องใช้โต๊ะเล็กแทนจึงเกิดเป็นบุฟเฟต์ขึ้นมา อย่างไรก็ตามผมไม่พบข้อมูลอ้างอิงอื่นๆเกี่ยวกับ ปิแอร์-อัลฟองส์ บุฟเฟต์เลย นอกจากเรื่องเล่าข้างต้นไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ทําให้อดสงสัยไม่ได้ว่าคงโดนชาวฝรั่งเศสหลอกเข้าให้แล้ว

มีโต๊ะเล็กที่มีการนําอาหารมาวางเสิร์ฟและเรียกว่าบุฟเฟต์จริงๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเมอซิเออร์บุฟเฟต์ผู้ชอบเล่นไพ่ (หรือเกี่ยวข้องกับอาหารฝรั่งเศส) เพราะคํานี้มีที่มาจากภาษาฝรั่งเศสเก่าคือ บูเฟต์ (bufet) แปลว่า “ม้านั่ง” (ไม่ได้มาจากบุฟเฟร์ (bouffer) ที่แปลว่า “กิน” ซึ่งออกเสียง คล้ายกัน] บุฟเฟต์ฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมซึ่งมีการจัดวางอาหารอย่างค่อนข้างมีศิลปะและหรูหรานั้นเข้าขั้นโก้เก๋ แต่พอมาอยู่ในภาษาอังกฤษแล้ว คําคํานี้กลับโดนลดค่า มันไม่ใช่การกรีดกรายกินอาหารของชนชั้นสูง แต่เป็นการที่คนงานแย่งแซนด์วิชชิ้นสุดท้าย ขนมปังอ่อนยวบและอยู่ในห่อพลาสติก) อย่างเอาเป็นเอาตายตามโรงอาหารหรือตู้เสบียงรถไฟที่เสิร์ฟอาหารแบบบุฟเฟต์

ค็อกเทลกุ้ง อาหารว่างของนักกินหัวกบฎ

Soup for the soul เมนูซุป อาหารแห่งจิตวิญญาณ ตอนที่ 2

นักโบราณคดีผู้ขุดค้นตามซากปรักหักพังโบราณได้ค้นพบหลักฐานที่เผยว่าสัตว์น้ำประเภทมีเปลือกทุกชนิดเป็นของว่างสุดโปรดในบริเวณชายฝั่งมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อีกทั้งมีการกินคู่กับซอสรสเผ็ดมาอย่างน้อย 2,000 ปีแล้ว กุ้งเสิร์ฟในน้ำส้มสายชูหมักจากไวน์ขาวใส่เครื่องเทศและซอสที่ทําจากไข่แดงเป็นอาหารของคนโรมันโบราณ

ผู้คนมักยกให้เป็นการคิดค้นของอาพิซิอุส (Apicius) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารชาวโรมันสมัยศตวรรษที่ 1 และเป็นผู้เขียนตําราอาหารเล่มแรกๆ ตามตํานานเล่าว่าอาพิซิอุสชอบกินกุ้งมาก ถึงขนาดที่พอได้ข่าวว่ามีกุ้งอร่อยๆที่ตัวใหญ่เป็นพิเศษในลิเบีย เขาก็จ้างเรือไปที่นั่นทันที แต่ก็ผิดหวังมากกับกุ้งตัวแรกที่มีผู้นํามาให้บนเรือจนหันหัวเรือกลับบ้านโดยไม่แม้แต่จะก้าวเท้าสักข้างขึ้นฝั่งลิเบีย

ในทศวรรษ 1970 งานเลี้ยงอาหารค่ำเก๋ๆล้วนเปิดฉากด้วย ค็อกเทลกุ้ง (prawn coctail) (ตามด้วยบีฟเวลลิงตันและชีสเค้ก) แม้โดยพื้นฐานแล้วเป็นอาหารโบราณ ทว่าค็อกเทลกุ้งในรูปแบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้เป็นประดิษฐกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานจากสูตรอาหารอเมริกัน ตอนต้นศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนว่าประเทศทั้งหลายที่พูดภาษาอังกฤษจะใช้คําว่า “ชริมพ์” (shrimp) กับ “พรอน” (prawn) สลับกัน สร้างความสับสนอยู่ไม่น้อย

ชาวอเมริกันใช้ “ชริมพ์” เรียกสัตว์ในไฟลัม ครัสเตเชียน (Crustacean) หรือสัตว์น้ำประเภทมีเปลือกหรือกระดองหุ้มทั้งตัวใหญ่และตัวเล็กในวงศ์ Penaeidae และ Pandalidae ตรงกันข้าม กับชาวอังกฤษที่ใช้คําดังกล่าวเรียกกุ้งตัวเล็ก [คําคํานี้มีที่มาจากคําในภาษาอังกฤษยุคกลางคือ ชริมเป (shrimpe) แปลว่า “ยอ” ดังนั้นจึงอาจสื่อความหมายแบบไม่เป็นทางการถึงคนร่างเล็กก็เป็นได้และใช้คําว่า “พรอน” เรียกกุ้งตัวใหญ่ ดังนั้นค็อกเทลกุ้งของอังกฤษก็คือค็อกเทลกุ้ง (shrimp cocktail) แบบอเมริกันที่ทําให้เป็นอังกฤษ

การศึกษาสํารวจตําราอาหารอเมริกันยืนยันว่าอาหารที่ทําจากสัตว์น้ำประเภทมีเปลือกโดยปรุงด้วยซอสที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลักและมีรสเผ็ดร้อน (มักเป็นซอสมะเขือเทศผสมฮอร์สแรดิช ทาบาสโก และพริกชี้ฟ้า) เสิร์ฟในแก้วใบจิ๋ว เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ได้รับความนิยมมากตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นช่วงบังคับใช้กฎหมายห้ามจําหน่ายสุรา ยิ่งทําให้อาหารจานนี้เป็นที่นิยมกันแพร่หลาย

เมื่อแอลกอฮอล์กลายเป็นของต้องห้ามตามกฎหมาย การสั่งค็อกเทลสักแก้วจึงถือเป็นเรื่องตื่นเต้น สุดยอด ต่อให้เป็นแค่กุ้งไม่กี่ตัวใส่แก้วหรูๆก็ตาม นี่เป็นวิธีปลอดภัยในการป่วนเจ้าหน้าที่ ค็อกเทลผลไม้ (fruit Cocktail) ก็เป็นตัวเลือกยอดนิยมอีกเมนูสําหรับนักกินหัวกบฏเช่นกัน

ในแถบชายฝั่งของหมู่เกาะอังกฤษ หอยแครงเคยเป็นส่วนผสมหลักในอาหารของใครหลายคน (ด้วยเหตุนี้ มอลลี มาโลน (Moly Malone) ในบทเพลงซึ่งมีชื่อเดียวกับเธอจึงเข็นรถไปในเมืองดับลินอันงดงามพลางร้องขายสินค้าว่า “หอยแครงและหอยแมลงภู่ ยังเป็นๆอยู่เลยจ้า เนื่องจากหอยแครงมีรูปร่างคล้ายหัวใจอยู่บ้างและเปลือกเป็นโครงแข็งๆ จึงเป็นไปได้ว่ารูปทรงของหัวใจและเส้นเลือดที่เหมือนโครงข่ายทําให้ศัลยแพทย์และนักกายวิภาคศาสตร์นึกถึงหอยแครง แต่นั่นก็ออกจะเพ้อเจ้อไปหน่อย เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่ามาจาก cochleae cordis คําในภาษาละตินยุคกลางที่ใช้เรียกหัวใจห้องล่าง

คําว่า โคเคลีย (cochleae) ฟังดูคล้าย “cockle” ดังนั้นสํานวนดังกล่าวจึงอาจเริ่มต้นในฐานะมุกตลกของแพทย์ที่จงใจนําคําในภาษาละตินมายํา ทั้งนี้จริงๆแล้ว โคเคลีย ในภาษาละตินแปลว่าหอยทาก ส่วนในกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่คํานี้ใช้เรียกหูชั้นในตามลักษณะโครงสร้างที่เหมือนเปลือกหอยทาก และเป็นไปได้ว่าหัวใจห้องล่างเคยถูกเรียกเช่นนั้นด้วยเหตุผลเดียวกัน ดังนั้นถ้าแนวคิดนี้ ถูกต้อง เราก็ควรเปลี่ยนสํานวนข้างต้นเป็น “หอยทากแห่งหัวใจ” เรื่องนี้นําเราแบบเนียนๆไปสู่อาหารเรียกน้ำย่อยจานโปรดของชาวฝรั่งเศสอย่าง เอสคาร์โกต์ (escargot) กับเนยกระเทียม อย่างไรก็ตามประมาณการกันว่าชาวฝรั่งเศสกินหอยทากปีละราว 25,000 ตันหรือประมาณ 500 ล้านตัว นี่คือสถิติที่จะทําให้หัวใจเจ้าของร้านอาหารฝรั่งเศสอบอุ่นอย่างแน่นอน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet