PART 1: ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทางไปเที่ยวที่แคนนาดา

canada

-ART & CULTURE-

หลังจากค่านิยมแบบสังคมฝรั่งเศสเสื่อมถอยลงไปในอดีต และ เนื่องจากประชากรในประเทศแคนาดาประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อประกอบอาชีพ จนในที่สุดสังคมแบบผสมจึงเป็นสังคมในการใช้ชีวิตประจําวันโดย ในปี 1962 หลังจากรัฐสภาแคนาดาได้ออกกฎหมายคนเข้าเมือง

ซึ่งเป็นการยกเลิกการเลือกปฏิบัติและกีดกันคนเข้าเมือง พร้อมกันนี้ยังเปิดรับคนเข้าเมืองจากทุกภูมิภาคของโลกอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้จะ ใช้วิธีการคิดคะแนนประเมินน้ำหนัก (Point System) ว่าผู้ใดสมควรได้รับการเข้าไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดาโดยรัฐบาลพรรคเสรีนิยมได้ ตั้งเป้าที่จะรับผู้ที่ต้องการเข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่เพียง 1% ของจํานวนประชากรทั้งประเทศแคนาดาในทุกๆปี ซึ่งในความเป็นจริงยังมีผู้อพยพ มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้เป็นจํานวนมาก แต่ทางรัฐบาลก็ไม่ได้ทําการกีดกันใดๆ เพียงแต่ผู้ที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่จะต้องใช้เวลานานที่จะสร้างรายได้ให้กับตนเอง เพื่อที่จะได้รายได้มากเท่ากับชาวแคนาดาที่อยู่มาก่อน

ชาวแคนาดาถูกปลูกฝังค่านิยมหลักของสังคมโดยการส่งเสริมให้เคารพในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ซึ่งนี่เองเป็นหลักพื้นฐานที่ชาวแคนาดาเชื่อว่าเป็นสิ่งสําคัญที่สุดของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ดังนั้นประชากรที่นี่จึงให้เกียรติและเคารพในสิทธิเสรีภาพของกันและกันจนเป็นวัฒนธรรมสําคัญของชนชาติแคนาดาไปแล้วในปัจจุบัน และด้วยค่านิยมเหล่านี้เองทําให้แคนาดาเป็นประเทศที่สงบสุขแม้จะมีประชากรมาจากหลากหลายเชื้อชาติในโลกก็ตาม

-GEOGRAPHY-

แคนาดาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นประเทศที่มีความสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาเป็นอย่างมาก ที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์พื้นเมืองมากมาย ตั้งแต่หมีขั้วโลก (Polar Bear) ไปจนถึงบีเวอร์ (Beaver)

ฃนอกจากนี้ยังมีพันธุ์พืชธรรมชาตินานาชนิดที่การันตีได้จากจํานวนอุทยานแห่งชาติในประเทศแคนาดาที่มีมากกว่า 37 แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์มากถึง 129 แห่ง และนอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทัศนียภาพทางธรรมชาติที่งดงามอยู่ในทุกๆ ภูมิภาค และด้วยอีกเหตุผลที่แคนาดาเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทําให้ที่นี่ต้องแบ่งภูมิภาคต่างๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไปให้ชัดเจน โดยภูมิภาคทั้ง 7 ของแคนาดาต่างก็มีเอกลักษณ์และมีวิวทิวทัศน์ที่ งดงามในแบบของแต่ละภูมิภาคเองดังนี้

ภูมิภาคที่ 1 ภูมิภาคทางทิศตะวันออก ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและป่าไม้ โดยภูมิภาคนี้ครอบคลุมตั้งแต่เขตเทือกเขา นิวฟันด์แลนด์ (Newfoundland) เกาะปรินซ์เอดเวิร์ด (Prince Edward Island) นิวบรันสวิก (New Brunswick) โนวาสโกเชีย (Nova Scotia) และ รวมไปถึงพื้นที่บางส่วนของควิเบก (Quebec) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์

canada

ภูมิภาคที่ 2 ภูมิภาคเขตทะเลสาบเซนต์ลอว์เรนซ์โลว์แลนด์ส (Saint Lawrence Lowlands) หรือชื่อเดิมว่า เขตทะเลสาบเซนต์ลอว์เรนซ์และเกรทเลกส์-St. Lawrence-Great Lakes Lowland) ภูมิภาคนี้เป็นที่ตั้งของเมืองสําคัญๆ รวมไปถึงแหล่งอุตสาหกรรมมากมายของแคนาดา โดยภูมิภาคนี้อยู่ระหว่าง ส่วนของควิเบกที่ไม่ถูกรวมอยู่ในภูมิภาคแรก ที่เรียกกันว่า ควิเบกซิตี้ (Quebec City) ไปจนถึงวินด์เซอร์ (Windsor) และออนแทรีโอ (Ontario) ซึ่งเขตนี้เป็นเขตที่มีประชากร ชาวแคนาดามากกว่าครึ่งอาศัยอยู่

canada

ภูมิภาคที่ 3 ภูมิภาคทางตอนกลาง ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบและที่ราบต่ำ เริ่มตั้งแต่เขต อ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ไปจนถึงอาร์กติกโลว์แลนด์ส (Arctic Lowlands) ภูมิภาคนี้เป็นเขตที่ ชาวแคนาดาไม่นิยมอยู่อาศัยกันมากนัก นอกเสียจากเมืองเชอร์ชิลล์ (Churchit) ในรัฐแมนิโทบา (Manitoba) เท่านั้นที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

ภูมิภาคที่ 4 ภูมิภาคทางตอนเหนือ มีพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นเทือกเขา ภูเขา แม่น้ำทะเลสาบ และป่าไม้ ซึ่งเรียกได้ว่าอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติรอบด้าน ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบริเวณที่นิยมทําเหมืองแร่กันอย่างมากมาย ภูมิภาคนี้เริ่มต้นจากทางฝั่งตะวันออกไปจนถึง ลาบราดอร์ (Labrador) และจากฝั่งตะวันตกทอดยาวกินพื้นที่ไปถึง พรมแดนเหนือสุดของรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) โดยภูมิภาคนี้

ครอบคลุมไปถึง 3 รัฐสําคัญอย่างรัฐแมนิโทบา รัฐออนแทรีโอ และ รัฐควิเบก ซึ่งด้วยความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติทั้งหมดที่มี ทําให้ ภูมิภาคนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีทัศนียภาพอันงดงามและมี แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากมายรวมตัวกันอยู่

ภูมิภาคที่ 5 เขตที่ราบ (Great Plains) ซึ่งที่ราบอันกว้างใหญ่นี้ เป็นทุ่งข้าวสาลีที่สร้างผลผลิตและผลประกอบการให้กับพลเมืองชาวแคนาดาอยู่ในปัจจุบัน โดยภูมิภาคนี้มีอาณาเขตกินพื้นที่ 3 รัฐด้วยกัน ตั้งแต่รัฐแมนิโทบา (Manitoba) รัฐซัสแคตเชวัน (Saskatchewan) ไปจนถึงบางส่วนของรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta)

ภูมิภาคที่ 6 เขตเทือกเขา (Mountain หรือ Western Cordillera Region) ภูมิภาคนี้มีอาณาเขตครอบคลุม 3 รัฐหลักๆ อย่างรัฐบริติชโคลัมเบีย (British Columbia) รัฐยูคอน (Yukon) และบางส่วนของรัฐแอลเบอร์ตา

ซึ่งในรัฐบริติชโคลัมเบียเป็นรัฐที่เต็มไปด้วยที่ราบสูงภูเขา หน้าผา และแม่น้ำ ส่งเสริมให้เขตนี้มีทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด อีกแห่งหนึ่งของประเทศแคนาดา นอกจากนี้เขตที่ราบ ยังมีเทือกเขาที่สูงที่สุดของประเทศอีก 20 แห่ง ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือซึ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษ รัฐยุคอน และรวมไปถึงเทือกเขาแคนาเดียนร็อกกี้ (Canadian Rockies) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของภูมิภาค ซึ่งเป็นเทือกเขาที่มีชื่อเสียงที่มีความสูง เหนือระดับน้ำทะเลถึง 4,000 เมตร

ภูมิภาคที่ 7 เขตอาร์กติก (Arctic Region) เขตนี้เป็นเกาะแก่งที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ โดยมี พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยหิมะและปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งตลอดทั้งปี ทําให้มีอากาศหนาวเย็นจัดอยู่เสมอ

-WEATHER & WHEN TO GO-

แคนาดามี 4 ฤดูกาลเหมือนประเทศต่างๆที่ประกอบไปด้วย ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และถึงแม้แคนาดาจะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งทําให้นักท่องเที่ยวไม่น้อย เข้าใจว่าที่นี่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปีเพราะตั้งอยู่บริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภูมิอากาศของแคนาดากลับมีความแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ เนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศที่ใหญ่มาก จึงทําให้แต่ละฤดูกาลในแต่ละภูมิภาคมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไป ช่วงเวลาที่อากาศอบอุ่น 

ของแคนาดาอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งทางตอนใต้ใน ช่วงนี้จะมีอุณหภูมิเย็นสบาย โดยเฉลี่ยประมาณ 20 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันชาวแคนาดาจะต้องพบกับช่วงเวลาที่ยาวนานและ หนาวเย็นมากในฤดูหนาว โดยเฉพาะในภาคเหนือช่วงเดือนมกราคม จะมีอุณหภูมิติดลบมากถึง 15-20 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงไม่น่า แปลกใจที่ตอนใต้ของแคนาดาจะเป็นเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่าง หนาแน่น ส่วนทางชายฝั่งทะเลทั้งทิศตะวันตกและทิศตะวันออกมี อากาศเย็นพร้อมทั้งมีลักษณะขึ้น เนื่องจากบางพื้นที่เป็นเขตที่มีฝน โปรยปรายลงมาในฤดูหนาว

ดังนั้นถึงแม้ว่าสภาพอากาศของแคนาดาจะต้องพบกับฤดูหนาวมากกว่าฤดูร้อนก็ตาม แต่ความน่าทึ่งของแคนาดาก็คือที่นี่กลับเป็นประเทศที่มีแสงแดดจัดอยู่ตลอดทั้งปีเช่นกัน ซึ่งแสงแดดที่ทอดตัวลง ในทุกๆฤดูกาลสร้างความงดงามให้กับฤดูต่างๆอย่างมหัศจรรย์ เช่น ในฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้พบกับหิมะสีขาวสะท้อนโดดเด่นบนยอดเขาเมื่อแสงแดดตกกระทบ พบทุ่งหญ้าและดอกไม้บานสะพรั่ง พร้อมเติบโตอย่างเต็มที่ในฤดูใบไม้ผลิ

พบกับป่าทึบที่เขียวขจี และเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ในฤดูร้อน และที่ขาดไม่ได้คือการได้ พบกับใบเมเปิลและใบไม้หลากสีที่ประดับประดาอยู่ทุกหนแห่งของ แคนาดาในฤดูใบไม้ร่วง โดยทั้งหมดนี้เองที่ทําให้ทุกๆฤดูกาลของ แคนาดาอุดมสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีที่ติ

ช่วงเวลาในการไปเยือนแคนาดาขึ้นอยู่กับว่านักท่องเที่ยวต้องการ ท่องเที่ยวในรูปแบบใด เพราะในทุกๆ ฤดูกาลของแคนาดาต่างก็มี ความน่าสนใจที่แตกต่างกันดังนี้

ฤดูใบไม้ผลิ หากวางแผนการท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-พฤษภาคม) เป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นฤดูกาล แม้ นักท่องเที่ยวจะไม่หนาตามากนัก แต่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ แล้วนักท่องเที่ยวยังสามารถหาแหล่งเล่นสกีได้ไม่ยากหากไปเยือนในช่วงต้นฤดูกาลอีกด้วย

ฤดูร้อน นักท่องเที่ยวที่สนใจท่องเที่ยวในฤดูร้อน (มิถุนายน สิงหาคม) ช่วงนี้ฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็น ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเยือนมากที่สุดในแต่ละปี ในฤดูร้อน เป็นการท่องเที่ยวที่เหมาะสําหรับผู้ที่ชื่นชอบการแคมปิ้งและสนใจที่ จะไปเยือนทางตอนเหนือของแคนาดาเพื่อท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ และชมทัศนียภาพอันสวยงามของที่นี่ภายใต้อากาศเย็นสบาย แต่ด้วย ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามา ส่งผลให้ค่าใช้จ่าย ในการท่องเที่ยวช่วงนี้สูงกว่าในฤดูกาลอื่นๆ ดังนั้นการวางแผน การท่องเที่ยวทั้งทางด้านที่พักและการเดินทางก็สําคัญไม่น้อยสําหรับ นักท่องเที่ยว

ฤดูใบไม้ร่วง สําหรับผู้ที่สนใจมาท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) แนะนําว่านี่คือฤดูกาลที่ชาวแคนาดารอคอย เพราะเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดในทุกภูมิภาคของประเทศ ส่งผลให้ การไปเยือนทุกเมืองเป็นเรื่องน่าสนใจอยู่ไม่น้อยสําหรับนักท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีเหมือนภาพวาดในทุกหนแห่ง ของแคนาดาแล้ว การท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงยังมีค่าใช้จ่ายที่ ย่อมเยากว่าในทุกๆ ฤดูกาลอีกด้วย

ฤดูหนาว หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสหิมะหรือ ชื่นชอบการเล่นสกีเป็นชีวิตจิตใจ การมาเยือนในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-มีนาคม) จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการมาเยือน เพียงแต่ นักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมพร้อมกับการเจอสภาพอากาศแบบ หนาวจัดจนอาจจะถึงจุดเยือกแข็ง หากนักท่องเที่ยวเตรียมพร้อม ไม่พอในการเจอกับอากาศหนาวจัด อาจทําให้นักท่องเที่ยวเจ็บป่วย ในระหว่างการท่องเที่ยวจนหมดสนุกก็เป็นได้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ติดตามบทความ ทำความเข้าใจโครงสร้างของ Metro ก่อนเดินทางเที่ยวปารีส คลิก