Part 2: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศ ‘แคนนาดา’

canada-history-2

-History of Canada-
(ต่อ)

6 ปีต่อมา หลังจากฝรั่งเศสได้ครอบครองควิเบกจนเป็นแหล่งการค้าที่โด่งดัง ส่งผลทําให้อังกฤษมีความคิดในการขยับขยายและยึดครองอาณาเขตอื่นๆ ในเวลาต่อมา โดยเริ่มจากการส่งนักเดินเรือชาวอังกฤษ ชื่อ เฮนรี ฮัดสัน (Henry Hudson) เดินเรือเข้ามาสํารวจบริเวณอ่าวใหญ่ในปี 1610 ซึ่งภายหลังอ่าวนี้ได้ถูกเรียกชื่อตามนักเดินเรือ คนดังกล่าวให้เป็นอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) หลังจากนั้นไม่นาน

อังกฤษก็เริ่มขยายอิทธิพลโดยการตั้งบริษัทค้าขนสัตว์ที่ชื่อว่า บริษัท Hudson’s Bay (Hudson Bay’s Company) ซึ่งข้อได้เปรียบในการค้าของอังกฤษคือการได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ค้าขนสัตว์ แต่เพียงผู้เดียวในอ่าวฮัดสันและบริเวณใกล้เคียงจากพระราชานุญาตของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 และรัฐบาลอังกฤษ

canada-history-2

ซึ่งข้อได้เปรียบข้างต้น ส่งผลทําให้กิจการค้าขนสัตว์ของอังกฤษได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็ทําให้อิทธิพลของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณอีกด้วย จนเมื่อปี 1713 ชนวนความขัดแย้งที่ถูกสะสมมานานก็ได้เริ่มขึ้น

เมื่อฝรั่งเศสและอังกฤษต้องการแย่งชิง ผลประโยชน์ในด้านกิจการค้าขนสัตว์และการประมง จนในที่สุดความ ขัดแย้งดังกล่าวทําให้เกิดสงคราม War of the Spanish Succession ขึ้นในสงครามครั้งนี้อังกฤษเป็นผู้ได้รับประโยชน์แม้จะไม่ได้แสดง บทบาทในการทําสงครามมากนักก็ตาม แต่เพราะฝรั่งเศสถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญา Treaty of Utrecht ซึ่งมีผลทําให้ต้อง ยกเลิกการค้าขายในแถบอ่าวฮัดสันและนิวฟันด์แลนด์ซึ่งอังกฤษ

ครอบครองอยู่ พร้อมกันนี้ยังต้องถอยออกไปจาก เมืองอคาเดีย (Acadia) ทําให้อังกฤษได้ผลประโยชน์ในด้านการค้าอย่างเต็มที่ และยังได้เมืองอคาเดียเป็นอาณานิคมใหม่ในเวลาเดียวกัน หลังจาก ได้ครอบครองอาณานิคมนี้ อังกฤษจึงเปลี่ยนชื่อชื่อจากเมืองอคาเดีย ให้เป็น Nova Scotia ที่มาจากคําว่า New Scotland

ความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษยังไม่จบลง เพราะ เรื่องราวต่างๆ นํามาซึ่งสงครามอันยาวนานในระยะเวลา 7 ปีเต็ม โดยชาวอเมริกันเรียกว่าสงครามนี้ว่า French and Indian War ซึ่ง สงครามครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ครั้งสําคัญในประวัติศาสตร์ ของแคนาดา ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ฝรั่งเศสมียุทธวิธีการรบแบบ กองโจร ขณะที่อังกฤษยังไม่ชํานาญในด้านการสงครามเท่าที่ควร ทําให้ฝั่งอังกฤษจับทางของฝรั่งเศสไม่ถูกและเสียเปรียบฝรั่งเศส

เป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อกองทัพอังกฤษส่งกองทัพทางบกและทางเรือมาสนับสนุน ทําให้อังกฤษมีกองทัพมากพอที่จะล้อมเมืองควิเบก ฝั่งอังกฤษจึงวางแผนระดมยิงรอบเมืองด้วยปืนใหญ่จนทําให้ฝรั่งเศส แทบตั้งรับไม่ทัน แต่เนื่องจากฝรั่งเศสมีจุดยุทธศาสตร์ที่ดีในการ ป้องกันกองทัพด้วยป้อมปราการบนหน้าผาสูง จึงทําให้อังกฤษยัง ไม่สามารถเข้าไปถึงในตัวเมืองควิเบกได้ ขณะเดียวกันฝั่งอังกฤษก็ยัง ไม่ยอมแพ้การบุกในครั้งนี้

เมื่อนายพลเจมส์ วอลฟ์ (Major General James Peter Wolfe) ซึ่งเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพ ได้ออกอุบายวางแผนให้ทหารอังกฤษเข้าจู่โจมกองทหารฝรั่งเศสด้วยการ ปืนหน้าผาสูงเพื่อบุกป้อมปราการบนหน้าผาในเวลาเช้าตรู่ ซึ่งครั้งนี้ เป็นการบุกแบบสายฟ้าแลบที่ใช้เวลาการรบเพียง 20 นาทีเท่านั้น

โดยการบุกของอังกฤษทําทหารฝรั่งเศสถูกสังหารเป็นจํานวนมาก และพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว หลังจากสงครามจบลง อังกฤษก็ได้ครอบครองเมืองควิเบกรวมไปถึงดินแดนเหนือในแคนาดาอย่างสมบูรณ์แบบตามสนธิสัญญาที่เคยทําร่วมกันไว้ที่ กรุงปารีสเมื่อปี 1763 ซึ่งผลของการเสียอํานาจของฝรั่งเศสครั้งนี้ ทําให้อิทธิพลของฝรั่งเศสและ New France ในแคนาดาก็ถึงจุด สิ้นสุดลงไปด้วย

หลังจากดินแดนทั้งหมดในแคนาดาตกเป็นของอังกฤษอย่างเป็น ทางการอังกฤษก็เริ่มทําการจัดกลุ่มประเภทของประชากรที่จะ อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ โดยยอมให้พลเมืองแคนาดาที่เป็น French Canadians (Franco-Canadians) สามารถใช้ภาษาฝรั่งเศสได้ และสามารถดําเนินชีวิตโดยยึดวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ตาม ปกติซึ่งข้อตกลงดังกล่าวก็ความแตกต่างทั้งด้านการใช้ภาษาและ ด้านวัฒนธรรมของชาวแคนาดาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มชาวแคนาดาที่เป็นฝรั่งเศสและชาวแคนาดาที่เป็นอังกฤษ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งของประชากร 2 กลุ่มในแคนาดา มาตลอดจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาหลังจากสงครามทุกอย่างสงบลง อังกฤษก็เริ่มเรียกเก็บภาษี ประชาชนเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน เพื่อหาเงินชดเชยค่าใช้จ่าย ที่เสียไปในการทําสงครามกับฝรั่งเศส ซึ่งการเรียกเก็บภาษีของอังกฤษ ส่งผลทําให้ประชาชนในรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาที่ตกเป็นเมืองขึ้น อังกฤษทั้ง 13 รัฐ ไม่พอใจกับการกระทําดังกล่าวเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงเวลานั้นเอง อังกฤษก็สร้างความไม่พอใจมากยิ่งขึ้นด้วยการ ประกาศนโยบายขยายเขตการค้าขนสัตว์ของชาวเฟรนช์-แคนาเดียน จากเมืองควิเบกไปจนครอบคลุมถึงรัฐอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกาคือ รัฐ โอไฮโอและรัฐมิสซิสซิปปี จนในที่สุดความไม่พอใจที่เกิดขึ้นส่งผลเป็น ชนวนให้เกิดสงครามอาณานิคมขึ้นในภูมิภาคและขยายตัวเป็น สงครามที่ลุกลามใหญ่โตในปี 1775 ซึ่งสงครามครั้งนี้ถูกเรียกว่า American Revolutionary War

8 ปีต่อมา ในปี 1783 สงครามถูกยุติลงในที่สุด โดยสงครามครั้ง นี้ทําให้เกิดประเทศเพื่อนบ้านของแคนาดาที่ชื่อว่า “สหรัฐอเมริกา ซึ่งผลของสงครามในครั้งนี้ทําให้มีผู้อพยพที่เป็นชนชาติต่างๆ ที่พูด ภาษาอังกฤษเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศแคนาดามากยิ่งขึ้น ตามไปด้วย และผู้อพยพทั้งหมดก็ยังคงภักดีต่อประเทศอังกฤษ จนเปลี่ยนแปลงอิทธิพลของวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้กลายมาเป็นสังคม วัฒนธรรมผสมแบบแองโกล-แคนาดา (Anglo-Canadian)

หลังจากความสงบเรียบร้อยดําเนินมายาวนานกว่า 60 ปี ในที่สุด อังกฤษก็ได้ยกสิทธิ์ในการปกครองตนเองให้กับแคนาดาในปี 1849 ซึ่งต่อมาในปี 1867 แคนาดาก็ได้มีการจัดตั้ง Dominion of Canada ที่มีการปกครองในลักษณะของสมาพันธรัฐ ประกอบด้วย Upper และ Lower Canada (ออนแทรีโอ ควิเบก โนวาสโกเทีย และนิวบรันสวิกในปัจจุบัน) จนในที่สุด Dominion of Canada ก็เป็นการปกครองที่ได้รับการยอมรับและขยายอาณาเขตออกไปยัง รัฐต่างๆ ในภาคตะวันตกไปจนถึงรัฐบริติชโคลัมเบีย

แคนาดาถึงจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี 1931 เมื่อได้รับการ สถาปนาให้เป็นประเทศที่มีสถานะเท่าเทียมกับประเทศอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตาม ชาวแคนาดาก็ยังคงยอมรับกษัตริย์อังกฤษให้เป็น ประมุขของประเทศอย่างเช่นเดิมตามที่เคยเป็นมาความเป็นแคนาดา ที่สงบสุข ทําให้ที่นี่เป็นประเทศที่แข็งแรงและสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดแคนาดาก็ได้มีรัฐที่ 10 เกิดขึ้น คือรัฐนิวฟันด์แลนด์และ ลาบราดอร์ในปี 1949

ปัจจุบันแคนาดาเป็นประเทศใหญ่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สูงมาก นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงใน ระดับแนวหน้าของโลก ในด้านการค้าและเทคโนโลยีของแคนาดานั้น ถือว่าเป็นประเทศที่เดินตามรอยสหรัฐอเมริกาได้อย่างสูสี ความเจริญ และความทันสมัยทั้งหมดทําให้แคนาดาเป็นประเทศสมาชิกรายแรก

ในการก่อตั้งประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมก้าวหน้า หรือกลุ่ม G 8 (โดยเพิ่มมาจาก G7 ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศสมาชิก 8 ประเทศคือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) นอกจากนี้แคนาดายังเป็นสมาชิกของนาฟตา (North American Free Trade Area หรือ NAFTA) ซึ่งอยู่ภายใต้ ข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศ ในทวีปอเมริกาเหนืออีกด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ติดตามบทความ  เที่ยวชม ประตูชัย Arc de Triomphe ศิลปะล้ำค่าแห่งเมืองปารีส คลิก