Part 1: ย้อนรอยประวัติศาสตร์ของประเทศ ‘แคนนาดา’

canada-history

แม้คนทั่วโลกจะเรียกประเทศนี้ว่า‘แคนนาดา’แต่ชาวแคนนาดากลับเรียกชื่อประเทศของตัวเองว่า ‘คานาดา’ ซึ่งเป็นการเรียกตามชื่อเรียกเดิมจากคำว่า Ka-na-da ที่มีความหมายว่าชุมชน โดยชื่อนี้เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือ ที่เรียกกันว่าภาษา Iroquois

หลังจากที่สหภาพโซเวียต ซึ่งเคยเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ล่มสลายไป ทําให้ปัจจุบันแคนาดาเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก แทนด้วยขนาดพื้นที่ประเทศกว้างใหญ่ถึง 9,984,670 ตารางกิโลเมตร แคนาดาตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นี่มีอาณาเขตประเทศทางทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทางทิศเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์กติก และพรมแดนทางตอนใต้มีอาณาเขตติดกับสหรัฐอเมริกา โดยความกว้างของประเทศแคนาดาจากตะวันออกจรดตะวันตก กว้างถึง 7,700 กิโลเมตร และความยาวจากเหนือจรดใต้ยาวถึง 4,600 กิโลเมตรเลยทีเดียว เมืองหลวงของแคนาดาคือ กรุงออตตาวา (Ottawa) ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐออนแทรีโอ (Ontario)

canada-history

ภาษาฝรั่งเศสนั้นเอง ส่วนประชากรตามท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ก็มีภาษาถิ่นที่ใช้สําหรับการสื่อสารมากถึง 53 ภาษา ซึ่งประชากรเกือบ 50% ของแคนาดานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก และอีก 40% นับถือ ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ นอกจากนั้นอีก 10% คือประชากรที่นับถือศาสนาอื่นๆ ตามที่ตนเองมีความศรัทธาเพราะรัฐธรรมนูญ แคนาดาให้เสรีภาพกับประชาชนในการนับถือศาสนาอย่างอิสระ

แคนาดายึดถือวันที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเป็นวันชาติคือวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1867 แม้จะเคยเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน และได้รับเอกราชจากอังกฤษให้ปกครองตนเอง มานานถึง 145 ปีมาแล้ว แต่แคนาดาก็ยังมีความผูกพันในทางที่ดีกับประเทศอังกฤษอยู่ไม่น้อยจน ชาวแคนาดายอมรับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษให้เป็นประมุขของประเทศ แคนาดาไปพร้อมๆกัน ที่นี่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

แคนาดามีธงชาติที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยพื้นสีขาวที่มีใบเมเปิลสีแดงอยู่ตรงกลาง พร้อมแถบสีแดงอยู่ที่ริมธงทั้งสองข้าง บ่งบอกถึงสัญลักษณ์สําคัญของ “แคนาดา” ได้เป็นอย่างดี เพราะหากกล่าวถึง ที่นี่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างก็ต้องนึกถึงที่ “ใบเมเปิล” และ “น้ำตกไนแอการา” ซึ่งด้วยใบเมเปิลสีแดงกับน้ำตกไนแอการาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สวยที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ที่ประกอบกับทุ่งหญ้าเขียวขจี ขุนเขาป่าสนที่มีหิมะปกคลุมหน้าผา กับแม่น้ำลําธารที่เชี่ยวกรากในแบบที่ผู้รักการผจญภัยจะต้องหลงใหล ทะเลสาบน้ำสีฟ้าราบเรียบราวกับกระจกเงา รวมไปถึงรีสอร์ทริมทะเลสาบที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความสงบของป่าใหญ่ที่แวดล้อมไปทัศนียภาพอันงดงาม ทั้งหมดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสกับความสวยงามธรรมชาติกันอย่างไม่ขาดสายจากในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากรัฐบาลกับชาวแคนาดาจะเอาใจใส่ในการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นอย่างดีอยู่เสมอแล้ว ทุกฝ่ายยังคงสนับสนุนให้แคนาดาเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอันทันสมัยในด้านต่างๆอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าคู่กับอาคารเก่าแก่สุดคลาสสิกที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมเด่นของแต่ละยุคสมัย ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงถนนหนทางระบบการขนส่ง และสิ่งอํานวยความสะดวกที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี ทําให้แคนาดาได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นประเทศที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม และด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้เอง ทําให้แคนาดาได้รับการยกย่องในด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เมืองโทรอนโตถูกยกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก เมืองควิเบกเป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรมนอกจากนี้ยังมีเมืองใต้ดินที่มอนทรีออลซึ่งเป็นอุโมงค์มหัศจรรย์ที่อยู่ได้ ทั้งหน้าหนาวและหน้าร้อน ดังนั้นการไปท่องเที่ยวแคนาดาจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของโลกที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

– History of Canada-

ชาวเอเชียมาจากมองโกเลียและไซบีเรียเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มแรกของแคนาดา จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าคนกลุ่มนี้อพยพเข้ามาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในทวีป อเมริกาเหนือทางแลนด์บริดจ์ เมื่อ 40,000 ปีมาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าทั้งหมดเป็นนักล่าสัตว์ที่ติดตามสัตว์ที่ถูกล่าเข้ามาด้วย เนื่องจากในอดีตประเทศแคนาดาถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง จนเมื่อน้ำแข็งละลายจึงมีคนกลุ่มอื่นๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น 

ในบริเวณที่เป็นรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยชนพื้นเมืองเหล่านี้มีชื่อเผ่า ของตนเอง รวมถึงมีภาษาและศิลปวัฒนธรรมเป็นของกลุ่มตนเอง ต่อมาผู้อพยพทั้งหมดก็ได้แพร่กระจายไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของทวีปเพื่อสร้างชุมชนชาวอเมรินเดียน (Amerindian) ที่มีภาษาพูดและวิถีชีวิต ตามความเชื่อของเผ่าตน จนในที่สุดก็เป็นที่รู้จักไปอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นชุมชนที่เติบโตมาตั้งแต่ 8000 ปีก่อนคริสตกาล

หลักฐานเก่าแก่บางอย่างทําให้เชื่อว่าชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 โดยผู้ที่ถูกกล่าวถึงคนแรกเป็นพระชาวไอริชที่เดินทางเข้ามาถึงชายฝั่งทะเล บริเวณที่เป็นนิวฟันด์แลนด์ในปัจจุบัน ซึ่งต่อมาก็มีชาวไวกิ้งเดินเรือมาจากกรีนแลนด์ และมาขึ้นบกที่แหลมทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนิวฟันด์แลนด์ จนทําให้พบกับนิวฟันด์แลนด์และเรียกดินแดนแถบนี้ ว่า Vinland (Land of Grapevines) หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 14 ชาวโปรตุเกสและฝรั่งเศสที่ประกอบอาชีพประมงได้เข้ามาหาปลาตามชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์หลังจาก ได้ยินเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ ในน่านน้ำละแวกนี้ จนในสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 7 ชาวอังกฤษก็เข้ามาพบความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งนี้ จึงประกาศยึดเอานิวฟันด์แลนด์และโนวาสโกเชีย เป็นอาณานิคมของอังกฤษในทันที

canada-history

ในปี 1534 แคนาดาถูกค้นพบดินแดนใหม่ขึ้นอีกครั้ง เมื่อนักเดินเรือจากฝรั่งเศสชื่อว่า ผัก การ์ติเยร์ (Jacques Cartier) ได้เดินทางมาแคนาดาและนําเรือเข้ามาทางปากแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (Saint Lawrence River) เพื่อขึ้นบกที่เกาะปรินซ์เอดเวิร์ดและล่องเรือ ต่อไปตามลําน้ำจนทําให้เข้ามาพบกับหมู่บ้านเชิงเขาของชาวพื้นเมืองที่นักเดินเรือผู้นี้เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า Mont Real (Royal Mountain) ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวกลายมาเป็น เมืองมอนทรีออล (Montreal) ในปัจจุบันนั่นเอง หลังจากลัก การ์ติเยร์ได้เข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ ให้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสแล้วที่นี่ยังถูกตั้งชื่อใหม่อีกครั้งว่า “ดินแดนใหม่ของฝรั่งเศส” (New France) อีกด้วย แต่สุดท้ายที่นี่ ก็ได้กลับมาเป็นอาณานิคมใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจาก ลัก การ์ติเยร์มัวแต่มุ่งมั่นกับแสวงหาขุมทรัพย์จนทําให้ขาดการติดต่อ กับประเทศแม่ฝรั่งเศส ซึ่งส่งผลให้ฝรั่งเศสละเลยและทอดทิ้ง อาณานิคมนี้ไปในที่สุด

ในปี 1604 ฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทในทวีปนี้อีกครั้ง เมื่อชาวฝรั่งเศสก็ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแคนาดาเป็นจํานวนมาก พร้อมกันนี้ได้เข้าครอบครองแคนาดาฝั่งตะวันออกอีกด้วยโดย ซามูเอล เดอ ชอมแปลง (Samuel de Champlain) นักสํารวจชาวฝรั่งเศสได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ที่ Port-Royal จนทําให้ซามูเอล ค้นพบทําเลใหม่ใน 3 ปีต่อมา ซึ่งบริเวณที่ค้นพบเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ ในช่องแคบที่สุดของแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ โดยหลังจากค้นพบแล้ว ซามูเอลก็ตั้งชื่อชุมชนเล็กๆ นี้ว่า ควิเบก (Quebec) โดยต่อมาไม่นาน เมืองควิเบกก็ได้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางของการค้าขนสัตว์ในทวีป อเมริกาเหนือภายใต้การครอบครองของฝรั่งเศส ซึ่งด้วยอุตสาหกรรม การค้าดังกล่าว ทําให้ควิเบกเป็นเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น เมืองสําคัญที่สุดของ New France ในช่วงเวลานั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

ติดตามบทความการขอวีซ่าท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ คลิก