ข้อแตกต่างทางพันธุกรรมเพียงเล็กน้อยที่แยกมนุษย์ออกจากนีแอนเดอร์ทัล

orangutan

สวนสัตว์ไลพ์ซิกตั้งอยู่ห่างจากสถาบันเพื่อการศึกษามานุษยวิทยาด้านวิวัฒนาการ โดยตั้งอยู่คนละฟากของเมือง แต่สถาบันมีอาคารปฏิบัติการในสวนสัตว์พร้อมด้วยห้องทดสอบที่ออกแบบมาเป็นพิเศษภายในบ้านเอป ซึ่งรู้จักในนามพองโกแลนด์ (Pongoland) เนื่องจากไม่มีญาติผู้ใกล้ชิดกับพวกเราที่สุดเหลือรอดอยู่เลยสักคน (ยกเว้นส่วนเล็กส่วนน้อยภายในร่างของพวกเรา) นักวิจัยจึงต้องอาศัยญาติใกล้ชิดที่สุดอันดับถัดไป นั่นคือชิมแปนซีและโบโนโบ (ชิมแปนซีแคระ) และญาติห่างๆ อย่างกอริลลากับอุรังอุตังในการทดลองกับสิ่งมีชีวิตจริง (มักทําการทดลองแบบเดียวกันหรืออย่างน้อยก็คล้ายกันกับเด็กเล็กด้วยเพื่อดูข้อเปรียบเทียบ)

การทดลองวัดความฉลาดของอุรังอุตัง

orangutan

เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาพ นักวิจัยคนหนึ่งชื่อ เอกตอร์ มาริง มันริเก (Hector Marin Manrique) จึงจําลองการทดลองที่เขาทําก่อนหน้านั้นด้วยสปิริตนักวิทยาศาสตร์โดยแท้ ทีมงานพาอุรังอุตังเพศเมียชื่อโดคานาเข้ามาในห้องทดลอง เธอมีขนสีทองแดงและสีหน้าหน่ายโลกเช่นเดียวกับอุรังอุตังตัวอื่นๆ ในการทดลองแรกที่ใช้น้ำผลไม้สีแดงและหลอดพลาสติกเรียวเล็ก โดคานาแสดงให้เห็นว่าเธอแยกออกระหว่างหลอดที่ใช้ดูดน้ำได้จริงกับหลอดที่ใช้การไม่ได้ การทดลองที่สองซึ่งใช้น้ำผลไม้สีแดงกับวัสดุพลาสติกจํานวนมากขึ้น เธอแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจหลักการทํางานของหลอดโดยนําแท่งทึบที่อุดท่ออยู่ออกมาแล้วจึงดื่มน้ำผ่านท่อเปล่า สุดท้ายโดคานาสอบผ่านแบบทดสอบความเฉลียวฉลาดของวานรในระดับที่สมาคมเมนซาซึ่งเชี่ยวชาญด้านไอคิวให้การยอมรับโดยเก็บถั่วลิสงที่มันริเกวางไว้ตรงก้นกระบอกพลาสติกแท่งยาวได้สําเร็จ (กระบอกติดกับกําแพงจึงไม่สามารถชนให้ล้มได้) เธอเดินโดยใช้กําปั้น พยุงตัวตรงไปยังที่เก็บน้ำดื่ม อมน้ำในปาก เดินด้วยกําปั้นกลับไปแล้วพ่นน้ำลงในกระบอก เธอทําเช่นนี้ซ้ำๆจนกระทั่งถั่วลิสงลอยขึ้นมาในระดับที่หยิบถึง

ต่อมาทีมงานบีบีซีทําการทดลองเดียวกันกับเด็กๆวัยห้าขวบ โดยใช้ลูกกวาดกล่องเล็กๆแทนถั่วลิสง แม้ว่าฝักบัวที่มีน้ำอยู่เต็มจะวางทิ้งไว้อย่างโจ่งแจ้งใกล้มือ แต่มีเด็กเพียงคนเดียวและเป็นเด็กผู้หญิงที่สามารถหาทางทําให้ลูกกวาดลอยขึ้นมาหนําซ้ำยังผ่านการกระตุ้นหลายครั้งกว่าจะนึกออก (“น้ำจะช่วยอะไรได้?” เด็กผู้ชายคนหนึ่งถามอย่างหัวเสียก่อนที่จะยอมแพ้)

วิธีหนึ่งในการพยายามตอบคําถามว่า “อะไรทําให้เราเป็นมนุษย์” คือการถามว่า “อะไรทําให้เราแตกต่างจากเอปใหญ่กลุ่มอื่น” หรือถ้าจะถามให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น อะไรทําให้เราแตกต่างจากเอปที่ไม่ใช่มนุษย์ เนื่องจากแน่นอนว่ามนุษย์ก็คือเอป บัดนี้มนุษย์แทบทุกคนรู้แล้วว่าเอปอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นฉลาดมาก และการทดลองกับโดคานาช่วยยืนยันอีกครั้ง พวกมันสามารถอนุมาน ไขปริศนาซับซ้อน และเข้าใจสิ่งที่เอปอื่นน่าจะหรือไม่น่าจะรู้ เมื่อนักวิจัยจากไลพ์ซิกกระหน่ำทําการทดสอบชิมแปนซี อุรังอุตัง และเด็กวัยสองขวบครึ่ง พวกเขาพบว่าชิมแปนซี อุรังอุตัง และเด็กมีความสามารถใกล้เคียงกันในกิจกรรมหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องกับความเข้าใจโลกทางกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ทดลองวางรางวัลไว้ในถ้วย 1 ใน 3 ใบแล้วสลับที่กัน เอปจะหารางวัลเจอบ่อยเท่ากับเด็ก ความจริงชิมแปนซีหาเจอบ่อยกว่าด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าเอปเข้าใจมิติด้านปริมาณดีพอๆกับเด็ก พวกมันเลือกจานที่มีขนมมากกว่าเสมอ แม้เมื่อการเลือกต้องใช้สิ่งที่อาจเรียกหลวมๆว่าเป็นคณิตศาสตร์ และดูเหมือนพวกมันเข้าใจหลักเหตุผลดีไม่แพ้กัน (ยกตัวอย่างเช่น เอปเข้าใจว่าถ้วยที่มีเสียง เมื่อเขย่าจะมีความเป็นไปได้ว่ามีอาหารอยู่ข้างในมากกว่าถ้วยที่ไม่มีเสียง) นอกจากนี้ทั้งสองกลุ่มยังมีทักษะเท่ากันในการหยิบจับเครื่องมือเบื้องต้นอีกด้วย

อาณาบริเวณที่เด็กทําคะแนนได้มากกว่าเอปเสมอคือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตีความตัวชี้แนะทางสังคม เมื่อเด็กได้รับคําบอกใบ้ว่าจะหารางวัลได้ที่ไหน เช่น มีคนชี้หรือมองไปยังภาชนะที่ถูกต้อง เด็กจะรับรู้คําใบ้ ส่วนเอปไม่เข้าใจว่ากําลังมีคนช่วย หรือไม่ก็ไม่สามารถเข้าใจตัวชี้แนะได้ ในทํานองเดียวกัน เมื่อมีคนทําให้เด็กดูว่าทําอย่างไรจึงจะได้รางวัล เช่น ฉีกเปิดกล่อง พวกเขาไม่มีปัญหาในการทําความเข้าใจและเลียนแบบพฤติกรรม ส่วนเอปยังคงสับสนอีกเช่นเคย ต้องยอมรับว่าเด็กมีข้อได้เปรียบมากในด้านสังคม เนื่องจากผู้ดําเนินการทดลองมาจากสายพันธุ์เดียวกันกับพวกเขา แต่โดยรวมแล้วดูเหมือนเอปจะขาดแรงผลักดัน ในการแก้ปัญหาร่วมกันซึ่งเป็นหัวใจของสังคมมนุษย์

“ชิมแปนซีทําสิ่งฉลาดน่าทึ่งมากมาย” ไมเคิล โทมาเซลโล (Michael Tomaselo) หัวหน้าสาขาจิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาเปรียบเทียบของสถาบันกล่าว  “แต่ความแตกต่างหลักที่พวกเราเห็นคือการรวมสมองกัน ถ้าคุณไปที่สวนสัตว์วันนี้คุณจะไม่มีวันได้เห็นชิมแปนซีสองตัว ช่วยกันถือของหนัก พวกมันไม่มีโครงการร่วมมือแบบนี้”

กลับมาที่นีแอนเดอร์ทัล นีแอนเดอรืทัลนั้นมีความแข็งแกร่งมาก โดยมีหลักฐานจากความหนาของกระดูก และอาจสามารถทุบตีมนุษย์สมัยใหม่จนน่วมเละ พวกเขาชํานาญการทําเครื่องมือหิน เหมือนว่าพวกเขาใช้เวลาหลายหมื่นปีทําเครื่องมือเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก พวกเขาฝังศพคนตายอย่างน้อยในบางโอกาส และดูเหมือนพวกเขาฆ่าและกินกันเองในบางโอกาสเช่นกัน ในโครงกระดูกนีแอนเดอร์ทัลหลายโครงมีร่องรอยของโรคร้ายหรือความพิการ นีแอนเดอร์ทัลดั้งเดิมจากหุบเขานีแอนเดอร์ดูเหมือนได้รับบาดเจ็บสาหัสสองจุด จุดหนึ่งที่ศีรษะและอีกจุดที่แขนซ้าย ส่วนนีแอนเดอร์ทัลที่ลาชาแปลนอกจากจะเป็นโรคไขข้ออักเสบแล้วยังซี่โครงหักและสะบ้าหัวเข่าแตก การบาดเจ็บเหล่านี้อาจสะท้อนให้เห็นความลําบากของนีแอนเดอร์ทัลที่ต้องล่าด้วยเครื่องมือซึ่งมีจํากัด ดูเหมือนว่านีแอนเดอร์ทัลไม่เคยพัฒนาอาวุธเขวี้ยงปา ดังนั้นพวกเขาต้องขึ้นคร่อมเหยื่อเพื่อฆ่ามัน ทั้งนีแอนเดอร์ทัลดั้งเดิมและที่พบในลาชาแปลหายจากอาการบาดเจ็บเช่นเดียวกับแนนดี ซึ่งหมายความว่าพวกนีแอนเดอร์ทัลต้องดูแลกัน ซึ่งมีความต่อได้ว่าพวกเขาสามารถเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

จากหลักฐานทางโบราณคดีสามารถอนุมานได้ว่านีแอนเดอร์ทัลวิวัฒนาการในยุโรปหรือในเอเชียตะวันตกและแพร่กระจายไปที่อื่นๆ โดยจะหยุดเมื่อพวกเขาไปถึงน่านน้ำหรือสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ (ช่วงที่เกิดการเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำแข็งครั้งล่าสุดซึ่งระดับน้ำทะเลต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก ยังไม่มีช่องแคบอังกฤษให้ฟันฝ่า) นี่คือเรื่องพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์สมัยใหม่ต่างจากนีแอนเดอร์ทัล และในความเห็นของแพโบ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด เมื่อมนุษย์สมัยใหม่เดินทางไปออสเตรเลีย ไม่มีทางที่จะไปถึงได้โดยไม่ข้ามน่านน้ำเปิดโล่ง แม้จะอยู่ในช่วงกลางยุคน้ำแข็งก็ตาม

พวกเขาไม่เคยไปถึงมาดากัสการ์ ไม่เคยไปถึงออสเตรเลีย นีแอนเดอร์ทัลก็เช่นกัน มีเพียงมนุษย์สมัยใหม่อย่างแท้จริงเท่านั้นที่เริ่มเดินทางข้ามมหาสมุทรที่มองไม่เห็นผืนดิน แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของเทคโนโลยี คุณต้องมีเรือถึงจะทําได้ แต่มันต้องมีความบ้าระห่ำอยู่ด้วย คุณรู้ใช่ไหมว่ามีตั้งกี่คนที่เดินเรือออกไปแล้วหายสาบสูญในมหาสมุทรแปซิฟิกก่อนที่จะพบเกาะอีสเตอร์ หมายความว่ามันช่างน่าขัน ทําไมเราถึงทําอย่างนั้นกันล่ะ? เพื่อเกียรติยศ? เพื่อความเป็นอมตะ? หรือเพื่อความอยากรู้อยากเห็น? แล้วตอนนี้พวกเราก็ไปดาวอังคาร พวกเราไม่เคยหยุดเลย

ต่อมาแพโบลได้ค้นพบสายพันธุ์บรรพบุรุษของมนุษย์หรือโฮมินิด (hominid) กลุ่มใหม่ทั้งกลุ่มซึ่งไม่เคยมีใครระแคะระคายมาก่อน ในบทความที่ตีพิมพ์ในเดือนธันวาคมปี 2010 ในวารสาร Nature แพโบตั้งชื่อกลุ่มใหม่นี้ว่าเดนิโซแวน (Denisovan) ตามชื่อถ้ำดนิโซวาที่พบกระดูก หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดหัวข้อข่าวเกี่ยวกับการค้นพบว่า “ขอถ่มน้ําลายให้ประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ทุกคนยอมรับ” เป็นเรื่องน่าทึ่ง (หรือตอนนี้อาจเป็นเรื่องที่คาดเดาได้แล้ว) ว่ามนุษย์สมัยใหม่น่าจะผสมข้ามสายพันธุ์กับเดนิโซแวนด้วย เพราะชาวนิวกินีร่วมสมัยมีดีเอ็นเอของเดนิโซแวนอย่างมาก 6 เปอร์เซ็นต์ (ไม่แน่ชัดว่าทําไมจึงเป็นเฉพาะชาวนิวกินีแต่ไม่ใช่สําหรับชาวไซบีเรียดั้งเดิม หรือชาวเอเชีย แต่เดาได้ว่าเกี่ยวข้องกับรูปแบบการอพยพของมนุษย์)

เนื่องด้วยการค้นพบฮอบบิตและเดนิโซแวน มนุษย์สมัยใหม่จึงได้พี่น้องใหม่สองคน และเมื่อวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากกระดูกเก่าอื่นๆ ดูเหมือนเป็นไปได้ว่าจะพบญาติของมนุษย์เพิ่ม ดังที่ คริส สตริงเงอร์ (Chris Stringer) นักบรรพชีวินวิทยาชาวอังกฤษผู้โด่งดังพูดว่า “ผมมั่นใจว่าเราจะมีเรื่องให้ประหลาดใจอีก”

ถึงจุดนี้ ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าอะไรกวาดล้างเดนิโซแวนหรือฮอบบิต อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากช่วงเวลาที่พวกเขาสาบสูญและรูปแบบการสูญพันธุ์ปลายสมัยไพลสโตซีนจะพบว่ามีผู้ต้องสงสัยที่เด่นชัดหนึ่งราย เนื่องจากพวกเขาเป็นญาติเกี่ยวดองกับเราอย่างใกล้ชิด จึงเดาได้ว่าทั้งเดนิโซแวนและฮอบบิตมีระยะตั้งครรภ์นาน ดังนั้นจึงมีจุดอ่อนสําคัญเหมือนกับสัตว์ใหญ่ นั่นคืออัตราการสืบพันธุ์ต่ำ หากต้องการกําจัดพวกเขา สิ่งที่ต้องทําคือกดจํานวนวัยขยายพันธุ์ให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ญาติใกล้ชิดกับพวกเราที่สุดกลุ่มถัดไปก็เช่นกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทําไมเอปใหญ่ทั้งหลายนอกจากมนุษย์จึงกําลังเผชิญกับการหายสาบสูญในปัจจุบัน จํานวนชิมแปนซีในธรรมชาติอาจลดลงถึงครึ่งของที่เคยมีเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว และจํานวนของกอริลลาภูเขาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนกอริลลาในที่ลุ่มนั้นลดลงเร็วยิ่งกว่า คาดว่าประชากรของมันลดลง 60 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงสองทศวรรษ สาเหตุที่จํานวนลดลงได้แก่ การลักลอบล่า โรคร้าย และสูญเสียที่อยู่อาศัย ข้อสุดท้ายนี้รุนแรงขึ้น เนื่องจากสงครามผลักดันให้คลื่นผู้ลี้ภัยเข้าไปในถิ่นที่อยู่อาศัยของกอริลลา อุรังอุตังสุมาตราจัดอยู่ในประเภท “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต” หมายความว่าพวกมัน “มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ” ในกรณีนี้เป็นภัยจากสันติภาพมากกว่าจากความรุนแรง อุรังอุตังที่เหลือ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดอาเจะห์ ที่ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ความวุ่นวายทางการเมืองเพิ่งสงบลง อันนําไปสู่ธุรกิจค้าไม้ทั้งถูกและผิดกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น ผลที่ตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจของสมัยแอนโธรโพซีนคือการเล็มกิ่งก้านสาขาครอบครัวของเราเอง บรรพบุรุษหลายรุ่นที่แล้วได้ตัดโค่นสายพันธุ์ที่เป็นพี่น้องของเรา นั่นคือนีแอนเดอร์ทัลกับเดนิโซแวน และตอนนี้พวกเรากําลังเล่นงานลูกพี่ลูกน้องลําดับที่หนึ่งและสอง เมื่อพวกเราเสร็จกิจ เป็นไปได้ว่าจะไม่มีตัวแทนหลงเหลือแม้แต่ตัวเดียวในหมู่เอปใหญ่ ยกเว้นพวกเราเอง

กลุ่มกระดูกนีแอนเดอร์ทัลที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบเป็นซากกระดูกของคนเจ็ดคน พบประมาณศตวรรษที่แล้ว ณ บริเวณที่มีชื่อว่าลาเฟรัสซี (La Ferrassie) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ลาเฟรัสซีอยู่ในจังหวัดดอร์ดอญ ไม่ไกลจากลาชาแปล และอยู่ห่างจากแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่สําคัญอื่นๆ รวมถึงถ้ำจิตรกรรมฝาผนังที่ลัสโกไม่เกินครึ่งชั่วโมงทางรถยนต์

ในบรรดาวัตถุของนีแอนเดอร์ทัลหลายพันชิ้นที่ขุดพบ แทบไม่มีชิ้นใดที่สะท้อนว่าเป็นความพยายามในการสร้างสรรค์ศิลปะหรือของตกแต่งอย่างแจ่มแจ้ง และชิ้นใดที่ตีความไปในแนวทางนี้มักจะกลายเป็นข้อถกเถียงลึกซึ้งไม่จบไม่สิ้น ยกตัวอย่างเช่น สร้อยงาที่พบในถ้ำตอนกลางของฝรั่งเศส (นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าสร้อยนี้ทําขึ้นโดยนีแอนเดอร์ทัล ผู้ซึ่งพยายามเลียนแบบมนุษย์สมัยใหม่หลังจากที่ติดต่อสมาคมกัน บ้างแย้งว่าสร้อยทําโดยมนุษย์สมัยใหม่ที่ครอบครองบริเวณนั้นต่อจากนีแอนเดอร์ทัล) การที่ไม่พบสิ่งดังกล่าวทําให้บางคนเสนอว่านีแอนเดอร์ทัลไม่สามารถสร้างงานศิลปะหรือไม่ก็ไม่สนใจศิลปะซึ่งก็มีความหมายเท่าเทียมกัน พวกเราอาจมองว่าขวานมือ “สวย” ในขณะที่พวกเขาเห็นว่ามีประโยชน์ หากพูดในเชิงจีโนม พวกเขาขาดสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า การกลายพันธุ์ทางสุนทรียะ

มักคาดเดากันว่ามนุษย์ที่วาดภาพบนผนังถ้ำกร็อตเดกอมบาแรลส์ คิดว่าภาพของพวกเขามีอํานาจวิเศษ และในแง่หนึ่งพวกเขาคิดถูก นีแอนเดอร์ทัลอาศัยอยู่ในยุโรปนานกว่าแสนปี ตลอดช่วงเวลานั้น พวกเขาไม่มีอิทธิพลต่อสิ่งรอบข้างมากไปกว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ชนิดอื่น มีเหตุผลให้เชื่อว่าถ้ามนุษย์ไม่ปรากฏตัวเข้าฉาก นีแอนเดอร์ทัลก็ยังคงอยู่ พร้อมทั้งม้าป่าและแรดดึกดําบรรพ์ ความสามารถในการจําลองโลกในรูปของสัญลักษณ์และเครื่องหมายมาพร้อมกับความสามารถที่จะเปลี่ยนมัน และบังเอิญว่ามาพร้อมกับความสามารถที่จะทําลายมันด้วย มีข้อแตกต่างทางพันธุกรรมเพียงเล็กน้อยที่แยกเราออกจากนีแอนเดอร์ทัล แต่มันนําไปสู่ความแตกต่างทั้งมวล

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet