ความเชื่อมโยงของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกับมนุษย์สมัยใหม่

Neanderthal

ในทศวรรษ 1950 นักกายวิภาคศาสตร์คู่หนึ่งนามวิลเลียม สเตราส์ (William Straus) และ อเล็กซานเดอร์ เคฟ (Alexander Cave) ตัดสินใจศึกษาโครงกระดูกจากลาชาแปลอีกครั้ง สงครามโลกครั้งที่สองแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยุคใหม่ที่ใกล้ชิดกับปัจจุบันที่สุดโหดเหี้ยมได้เพียงใด (ไม่ต้องกล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำ) และตอนนี้ก็ถึงเวลาประเมินนีแอนเดอร์ทัลใหม่ สเตราส์และเคฟมั่นใจว่าสิ่งที่บุลคิดว่าเป็นท่วงท่าตามธรรมชาติของนีแอนเดอร์ทัลอาจเป็นอิทธิพลของไขข้ออักเสบ นีแอนเดอร์ทัลไม่ได้เดินหลังค่อมหรือเข่างอ ความจริงหากโกนหนวดและสวมสูทชุดใหม่ นีแอนเดอร์ทัลอาจไม่เตะตาคนบนรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก “มากไปกว่าคนต่างด้าวอื่นๆในเมือง” ทั้งคู่กล่าว การศึกษาระยะหลังๆมักสนับสนุนความคิดที่ว่าแม้ไม่ถึงกับนั่งรถไฟใต้ดินอย่างกลมกลืน แต่เป็นที่แน่ชัดว่านีแอนเดอร์ทัลเดินตัวตรงด้วยท่วงท่าที่พวกเราพอจะระบุได้ว่าเป็นท่วงท่าของพวกเราเอง

ความเชื่อมโยงของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกับมนุษย์สมัยใหม่

ในทศวรรษ 1960 นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันนาม ราล์ฟ โซเลกกิ (Ralph Solecki) ขุดพบซากศพของนีแอนเดอร์ทัลหลายศพในถ้ำทางตอนเหนือของอิรัก หนึ่งในนั้นรู้จักกันในนามชานิดาร์ที่ 1 (Shanidar I) หรือเรียกสั้นๆว่าแนนดี เขามีบาดแผลสาหัสที่ศีรษะซึ่งอาจทําให้สูญเสียการมองเห็นไปบางส่วน บาดแผลของเขาได้รับการรักษาซึ่งบ่งชี้ว่าต้องมีสมาชิกคนอื่นๆในกลุ่มทางสังคมดูแลเขา อีกศพหนึ่งคือชานิดาร์ที่ 4 ถูกฝังและผลการวิเคราะห์ดินจากที่ฝังศพทําให้โซเลกกิเชื่อว่าชานิดาร์ที่ 4 ถูกฝังพร้อมดอกไม้ เขาเชื่อว่านี่เป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณอันลึกซึ้งของนีแอนเดอร์ทัล

“จู่ๆเราก็ประจักษ์ว่าความเป็นสากลของมนุษยชาติและความรักสวยรักงามก้าวไปไกลเกินขอบเขตสายพันธุ์ของพวกเรา” เขาเขียนในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องที่เขาค้นพบ ชานิดาร์: มนุษย์ดอกไม้กลุ่มแรก (Shanidar: The First Flower People) ต่อมามีคนแย้งข้อสรุปของโซเลกกิบางข้อ เช่น เป็นไปได้ว่ามีหนูขุดโพรงนําดอกไม้เข้ามาในถ้ำมากกว่าจะเป็นญาติที่ไว้อาลัย แต่ความคิดของเขาส่งอิทธิพลแพร่หลาย และสิ่งที่จัดแสดงอยู่ในหุบเขานีแอนเดอร์ก็คือสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและใกล้เคียงกับมนุษย์ของโซเลกกินั่นเอง ในแบบจําลองประจักษทัศน์ของพิพิธภัณฑ์ นีแอนเดอร์ทัลอาศัยในกระโจม สวมเครื่องนุ่งห่มที่ดูเหมือนกางเกงโยคะหนัง และเหม่อมองอย่างครุ่นคิดออกไปเหนือภูมิทัศน์ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลไม่ใช่แรมโบสมัยก่อนประวัติศาสตร์” ป้ายจัดแสดงป้ายหนึ่งกล่าวเตือน “เขาเป็นผู้มีปัญญา”

เรามักนําดีเอ็นเอมาเปรียบกับข้อความ เป็นการเปรียบเทียบที่เหมาะสมตราบใดที่ “ข้อความ” หมายรวมถึงตัวอักษรที่ไม่สื่อความ ดีเอ็นเอประกอบด้วยหลายโมเลกุลที่เรียกว่านิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ถักทอเข้าด้วยกัน เป็นรูปบันไดหรือเกลียวคู่อันโด่งดัง นิวคลีโอไทด์แต่ละตัวประกอบด้วยเบส 1 ใน 4 อย่าง ได้แก่ อะดีนีน (adenine) ไทมีน (thymine) กวานีน (guanine) และไซโตซีน (cytosine) ซึ่งระบุตามอักษรตัวแรก (A, T, G และ C) ดังนั้นจีโนมของมนุษย์เส้นหนึ่งอาจเขียนแทนด้วย ACCTCCTCTAATGTCA (นี่เป็นลําดับจริงจากโครโมโซมคู่ที่ 10 ลําดับที่เทียบกันได้ของช้างคือ ACCTCCCCTAATGTCA) จีโนมของมนุษย์มีเบสยาวสามพันล้านตัว หรือที่จริงคือสามพันล้านคู่ ซึ่งเบสส่วนใหญ่เท่าที่ระบุได้จนถึงตอนนี้ไม่ได้เป็นรหัสที่มีความหมายใด

กระบวนการเปลี่ยนดีเอ็นเอสายยาวของสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นเส้นสั้นๆหรือเปลี่ยนจาก “ข้อความ” ให้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างคล้ายกับกระดาษโปรยหลากสีเริ่มต้นเกือบทันทีที่ร่างของสิ่งมีชีวิตหมดอายุลง ในช่วงสองสามชั่วโมงแรกหลังความตายดีเอ็นเอจํานวนมากจะสูญเสียไปด้วยน้ำมือของเอ็นไซม์ภายในร่างสิ่งมีชีวิต หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สิ่งที่เหลือมีเพียงเศษเล็กเศษน้อยและหลังจากนั้นสักพักหนึ่งโดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการย่อยสลาย เศษเล็กเศษน้อยเหล่านี้ก็จะสูญสลายไปเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีอะไรเหลือให้แม้แต่นักพันธุศาสตร์โบราณที่มุ่งมั่นศึกษา บางที่สิ่งที่พบในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost ) พื้นดินที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นเวลานานสามารถย้อนกลับไปได้ห้าแสนปี แต่แน่นอนว่าไม่ถึงล้านปี เมื่อห้าแสนปีที่แล้วไดโนเสาร์ตายไปแล้วประมาณ 65 ล้านปีดังนั้นเรื่องจูแรสซิก พาร์กจึงเป็นเพียงความเพ้อฝัน

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อห้าแสนปีที่แล้ว มนุษย์สมัยใหม่ยังไม่มีตัวตน สําหรับโครงการจีโนม แพโบจัดการเสาะหากระดูกนีแอนเดอร์ทัลซึ่งพบที่ถ้ำในโครเอเชียได้ 21 ชิ้น (ในการสกัดดีเอ็นเอ แพโบหรือนักพันธุศาสตร์โบราณคนใดก็ตามต้องตัดและสลายตัวอย่างกระดูก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกระบวนการที่พิพิธภัณฑ์และนักสะสมฟอสซิลลังเลที่จะสนับสนุน) ดีเอ็นเอของนีแอนเดอร์ทัลสกัดได้จากกระดูกเพียงสามชิ้นในจํานวนนี้ และปัญหาซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อดีเอ็นเอถูกทับถมโดยดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ที่แทะกินกระดูกมานานสามหมื่นปี ซึ่งหมายความว่าความพยายามจัดลําดับดีเอ็นเอแทบทั้งหมดจะสูญเปล่า มีหลายครั้งที่แพโบลท้อแท้ เนื่องจากไม่ทันที่ปัญหาหนึ่งจะคลี่คลาย อีกปัญหาหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลันทันใด  ในที่สุดโครงการก็ให้ผลที่เป็นประโยชน์ (ที่สําคัญคือรายการอักษร A,T, G และ C เส้นยาว) เมื่อสมาชิกในทีมของแพโบคนหนึ่งนามว่า เดวิดไรซ์ (David Reich) นักพันธุศาสตร์จากวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดสังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด ลําดับดีเอ็นเอของนีแอนเดอร์ทัลคล้ายกับของมนุษย์มากตามความคาดหมาย แต่พวกมันคล้ายมนุษย์กลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวยุโรปและเอเชียมีดีเอ็นเอเหมือนกับนีแอนเดอร์ทัลมากกว่าชาวแอฟริกัน “พวกเราพยายามทําให้ผลลัพธ์นี้หายไป พวกเราคิดว่ามันต้องผิดแน่ๆ” ไรซ์กล่าว

ในช่วงเวลาประมาณยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ถูกครอบงําโดยทฤษฎีที่สื่อนิยมเรียกว่า “มาจากแอฟริกา” ซึ่งในวงวิชาการเรียกว่าสมมติฐาน “กําเนิดในพื้นที่เดียวครั้งใหม่” (recent single-origin) หรือ “แทนที่ประชากร” (replacement) ทฤษฎีนี้เชื่อว่ามนุษย์สมัยใหม่ทั้งหมดสืบเชื้อสายมาจากประชากรกลุ่มเล็กที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาเมื่อประมาณสองแสนปีที่แล้ว และราว 120,000 ปีที่แล้ว กลุ่มย่อยจากประชากรนั้นอพยพเข้าสู่ตะวันออกกลาง จากนั้นกลุ่มย่อยอื่นๆก็มุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสู่ยุโรป ทางตะวันออกเข้าสู่เอเชีย และทางตะวันออกจนสุดทางที่ออสเตรเลีย เมื่อมนุษย์สมัยใหม่อพยพไปทางเหนือและตะวันออก พวกเขาพบกับนีแอนเดอร์ทัลและมนุษย์โบราณอื่นๆที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นก่อนแล้ว มนุษย์สมัยใหม่เข้า “แทนที่” มนุษย์โบราณ ซึ่งเป็นคําพูดงดงามแทนที่จะพูดว่าพวกเขาทําให้กลุ่มหลังสูญพันธุ์ไป รูปแบบของการอพยพและ “แทนที่” นี้แสดงว่ามนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะมาจากที่ใด น่าจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนีแอนเดอร์ทัลในลักษณะเดียวกัน

สมาชิกในทีมของแพโบหลายคนสงสัยว่าผลลัพธ์ที่เอนเอียงไปทางยุโรปและเอเชียเป็นสัญญาณว่ามีสิ่งปนเปื้อน คนยุโรปและเอเชียได้สัมผัสตัวอย่างหลายครั้ง ดีเอ็นเอของคนเหล่านี้อาจเข้าปะปนกับดีเอ็นเอของนีแอนเดอร์ทัล พวกเขาทดสอบหลายครั้งเพื่อประเมินความเป็นไปได้นี้ ผลที่ได้ออกมาเป็นลบ “พวกเราเห็นรูปแบบนี้หลายครั้ง ยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าใด สถิติยิ่งล้นหลามมากเท่านั้น” ไรซ์กล่าว สมาชิกคนอื่นๆในทีมค่อยๆยอมรับทีละน้อย ในบทความที่ตีพิมพ์ใน Science ฉบับเดือนพฤษภาคม 2010 พวกเขาเสนอแนะสมมติฐานที่ภายหลังแพโบเรียกว่า “การแทนที่รั่ว” หรือ leaky replacement (ต่อมาบทความชิ้นนั้นได้รับเลือกให้เป็นบทความดีเด่นประจําปีของวารสาร และทีมวิจัยได้รับรางวัลสองหมื่นห้าพันดอลลาร์) ก่อนที่มนุษย์สมัยใหม่จะ “แทนที่” นีแอนเดอร์ทัล พวกเขามีเพศสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์นี้ให้กําเนิดลูกหลานที่ตั้งถิ่นฐานในยุโรป เอเชีย และโลกใหม่

ทฤษฎีการแทนที่รั่ว (สมมติชั่วคราวว่ามันถูกต้อง) ให้หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดในด้านความใกล้ชิดของนีแอนเดอรทัลกับมนุษย์สมัยใหม่ ทั้งสองฝ่ายอาจตกหลุมรักกันหรือไม่ก็ได้ แต่พวกเขามีเพศสัมพันธ์กัน ลูกผสมของพวกเขาอาจถูกมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี ใครบางคน (อาจเป็นนีแอนเดอร์ทัลในตอนแรก หรืออาจจะเป็นมนุษย์) ดูแลพวกเขา ลูกผสมบางส่วนอยู่รอด มีลูกของตนเอง และมีลูกหลานหลายรุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบัน แม้จนถึงทุกวันนี้คืออย่างน้อย สามหมื่นปีให้หลังเหตุการณ์ดังกล่าวสัญญาณเช่นนี้ยังสังเกตได้ ทุกคนที่ไม่ใช่ชาวแอฟริกันตั้งแต่เกาะนิวกินีจนถึงฝรั่งเศสจนถึงชาวจีนฮั่น ล้วนมีดีเอ็นเอของนีแอนเดอร์ทัลระหว่าง 1-4 เปอร์เซ็นต์

คําหนึ่งที่แพโบพูดติดปากคือ “เจ๋ง” เมื่อในที่สุดเขายอมรับแนวคิดที่ว่านีแอนเดอร์ทัลมอบยีนส่วนหนึ่งของพวกเขาแก่มนุษย์สมัยใหม่ เขาก็บอกว่า “ผมคิดว่ามันเจ๋งมาก นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้สูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง พวกเขายังมีชีวิตต่อไปในส่วนเล็กส่วนน้อยภายในร่างของพวกเรา”

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet