มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล Homo Neanderthalensis

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

หุบเขานีแอนเดอร์ หรือ das Neandertal ในภาษาเยอรมัน ตั้งอยู่ ทางเหนือของโคโลญไปประมาณยี่สิบไมล์ โดยเลียบเลาะไปตามแนวคดเคี้ยวของแม่น้ำ สายน้ำง่วงเฉื่อยที่เป็นสาขาของแม่น้ำไรน์ ลักษณะของหุบเขาแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นหน้าผาหินปูน และถ้ำแห่งหนึ่งในหน้าผานี้คือสถานที่พบกระดูกซึ่งทําให้โลกได้รู้จักนีแอนเดอร์ทัลในปี 1856 ปัจจุบันหุบเขานี้เป็นเหมือนสวนสนุกยุคหินเก่า นอกจากพิพิธภัณฑ์นีแอนเดอร์ทัลซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่เตะตา มีผนังกระจกสีเขียวเข้ม ยังมี ร้านกาแฟที่ขายเบียร์ยี่ห้อนีแอนเดอร์ทัล สวนที่ปลูกไม้พุ่มซึ่งงอกงามในช่วงยุคน้ำแข็ง และทางเดินขึ้นเขาที่นําไปสู่สถานที่ค้นพบแม้ว่ากระดูก ถ้ำ หรือแม้แต่หน้าผาจะหายไปหมดแล้วก็ตาม (หินปูนถูกระเบิดก่อนจะขนใส่รถไปทําบล็อกก่อสร้าง)

ข้างในพิพิธภัณฑ์ ตรงทางเข้ามีรูปจําลองนีแอนเดอร์ทัลสูงวัยเอนตัวพิงไม้เท้าพลางส่งยิ้มใจดี หน้าตาเหมือนนักเบสบอล โยกิ แบร์รา (Yogi Berra) ในสภาพกระเซอะกระเซิง ถัดไปเป็นของจัดแสดงที่คนชื่นชอบที่สุดในพิพิธภัณฑ์นั่นคือตู้ที่เรียกว่าซุ้มหลอมภาพ (Morphing Station) ด้วยเงินเพียงสามยูโร ผู้มาเยือนซุ้มสามารถถ่ายรูปใบหน้าของตนเอง ภาพที่ผู้มาเยือนเห็นจะเป็นใบหน้าที่ถูกดัดแปลง คางเราจะหดเข้ามา หน้าผากเป็นเนิน และศีรษะด้านหลังปูดออกมา เด็กๆชอบเห็นภาพตัวเองหรือจะยิ่งดีถ้าเป็นภาพพี่น้องของพวกเขาหลอมกลายเป็นนีแอนเดอร์ทัล พวกเขาคิดว่ามันดูน่าขําพิลึก

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล Homo Neanderthalensis

Neanderthal

นับตั้งแต่ค้นพบหุบเขานีแอนเดอร์ กระดูกนีแอนเดอร์ทัลปรากฏขึ้นทั่วยุโรปและตะวันออกกลาง เขตที่พบกระดูกจรดขึ้นไปถึงเวลส์ทางเหนือจรดอิสราเอลทางใต้ และจรดเทือกเขาคอเคซัสทางตะวันออก นอกจากนี้ยังขุดพบเครื่องมือของนี้แอนเดอร์ทัลจํานวนมาก เครื่องมือเหล่านั้นได้แก่ ขวานมือรูปเมล็ดอัลมอนด์ หินพูดปลายแหลมเหมือนมีด และหินแหลมที่อาจลับให้เป็นหอก เครื่องมือเหล่านี้ใช้หั่นเนื้อสัตว์ เหลาไม้ และเดาว่าใช้เตรียมหนังสัตว์ด้วย นีแอนเดอร์ทัลอยู่ในยุโรปอย่างน้อยหนึ่งแสนปี ส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาอันหนาวเย็นและบางช่วงยาวนานจนหนาวจับใจ มีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย แม้ไม่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อกันว่านีแอนเดอร์ทัลสร้างที่พักอาศัยและทําเครื่องนุ่งห่มเพื่อปกป้องตนเอง จากนั้นประมาณสามหมื่นปีที่แล้ว นีแอนเดอร์ทัลก็หายตัวไป

มีผู้เสนอทฤษฎีหลากหลายเพื่ออธิบายการหายตัวไป มีทั้งที่มักอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบางครั้งก็กล่าวถึงความไร้เสถียรภาพโดยทั่วไปที่นําไปสู่สิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์พื้นพิภพเรียกว่าจุดสูงสุดของธารน้ำแข็งครั้งล่าสุด (Last Glacial Maximum) และบางครั้งก็กล่าวถึง “ฤดูหนาวที่เกิดจากภูเขาไฟ” (volcanic winter) ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการปะทุครั้งใหญ่ไม่ไกลจากเกาะอิสเกีย ในบริเวณที่รู้จักในนามทุ่งภูเขาไฟหรือเฟลเกรียนฟิลด์ส (Phlegraean Fields) ไปจนถึง กล่าวโทษโรคร้ายหรือไม่ก็เคราะห์ร้าย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่นานนี้ เริ่มชัดเจนมากขึ้นว่านีแอนเดอร์ทัลมีชะตากรรมไปในทางเดียวกับเมกะเธเรียม มาสโตดอนอเมริกัน และพรรณสัตว์ใหญ่เคราะห์ร้ายอื่นๆอีกหลายชนิด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “เคราะห์ร้ายของพวกมันมาจากพวกเราเอง” ซึ่งเป็นคําพูดที่นักวิจัยคนหนึ่งได้กล่าวไว้

มนุษย์สมัยใหม่มาถึงยุโรปประมาณสี่หมื่นปีที่แล้ว บันทึกทางโบราณคดีแสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าทันทีที่พวกเขากรุยทางไปถึงเขตที่นีแอนเดอร์ทัลอาศัยอยู่ นีแอนเดอร์ทัลในเขตนั้นก็หายไป บางทีนีแอนเดอร์ทัลอาจถูกล่าหรืออาจเพียงย้ายถิ่นฐานเพราะถูกเบียดเบียนที่อยู่และอาหาร อย่างไรก็ตามภาวะตกต่ำของพวกเขาสอดคล้องกับรูปแบบที่คุ้นตา หากแต่มีข้อแตกต่างที่สําคัญ (และน่าตื่นตระหนก) ประการหนึ่ง ก่อนมนุษย์จะกําจัดนีแอนเดอร์ทัลให้พันไป พวกเขามีเพศสัมพันธ์กันด้วยผลจากปฏิสัมพันธ์นี้คนส่วนใหญ่ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันจึงมีเชื้อสายนีแอนเดอร์ทัลเล็กน้อย อย่างมาก 4 เปอร์เซ็นต์ เสื้อยืดคอกลมที่ขายอยู่ใกล้ๆซุ้มหลอมภาพใช้การสืบทอดที่ว่านี้ให้เป็นประโยชน์อย่างเปี่ยมอารมณ์ขัน โดยเขียนประกาศด้วยตัวพิมพ์ใหญ่สีดําว่า ICH BIN STO7 EIN NEANDERTALER ZU SEIN (“ฉันภูมิใจที่เป็นนี่แอนเดอร์ทัล”)

สถาบันมักซ์ พลังค์ เพื่อการศึกษามานุษยวิทยาด้านวิวัฒนาการ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) ตั้งอยู่ในเมืองไลพ์ซิก ห่างจากหุบเขานีแอนเดอร์ไปทางตะวันออกเกือบสามร้อยไมล์ สถาบันอยู่ในตึกใหม่เอี่ยม รูปทรงคล้ายกล้วยและเด่นสะดุดตาตรงที่ยังมีตราประทับของเมืองซึ่งในอดีตอยู่ในเขตเยอรมันตะวันออก ถัดออกไปทางเหนือจะเจอตึกอพาร์ตเมนต์สไตล์โซเวียต ทางใต้มีอาคารขนาดใหญ่ที่มีหลังคาแหลมสีทองซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในนามศาลาโซเวียต (ซึ่งปัจจุบันว่างเปล่า) ในล็อบบี้ของสถาบันมีร้านกาแฟและนิทรรศการเกี่ยวกับสวนสัตว์ไลพ์ซิก เอปใหญ่ (great ape) โทรทัศน์ในร้านกาแฟถ่ายทอดสดอุรังอุตัง สวานเต แพโบ (Svante Paabo) เป็นหัวหน้าหน่วยพันธุศาสตร์ วิวัฒนาการของสถาบันฯ แพโบเป็นชาวสวีเดน บางครั้งผู้คนเรียกเขาว่า “บิดาแห่งพันธุศาสตร์โบราณ” กล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ริเริ่มศึกษาดีเอ็นเอโบราณ ผลงานช่วงแรกสมัยที่เขาเป็นนักศึกษาบัณฑิตศึกษาเกี่ยวกับการพยายามสกัดข้อมูลจากเนื้อของมัมมีอียิปต์ ต่อมาเขาเบี่ยงความสนใจมาที่เสือแทสเมเนียน เขาสกัดดีเอ็นเอจากกระดูกของแมมมอธและนกโมอา ทั้งหมดนี้เป็นการค้นพบใหม่ในตอนนั้น แต่อาจมองได้ว่าทั้งหมดเป็นแค่กิจกรรมอบอุ่นร่างกายสําหรับความพยายามที่อาจเอื้อมทะเยอทะยานที่สุดของแพโบในปัจจุบัน นั่นคือการถอดรหัสพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทัล

แพโบประกาศโครงการในปี 2006 พอดีกับช่วงครบรอบ 150 ปี ของการค้นพบนีแอนเดอร์ทัลครั้งแรก ในเวลานั้นจีโนมของมนุษย์ฉบับสมบูรณ์ได้รับการตีพิมพ์แล้ว จีโนมของชิมแปนซี หนูตัวเล็ก และหนูตัวใหญ่ก็เช่นกัน แต่แน่นอนว่ามนุษย์ชิมแปนซี หนูตัวเล็ก และหนูตัวใหญ่ เป็นสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ การถอดรหัสพันธุกรรมของสิ่งที่ตายไปแล้วนั้นทำได้ยากลําบากกว่ามาก เมื่อสิ่งมีชีวิตหมดอายุขัย สสารทางพันธุกรรมของมันจะเริ่มย่อยสลาย ดังนั้นแทนที่จะได้ดีเอ็นเอเส้นยาวๆ สิ่งดีที่สุดที่พอจะหลงเหลืออยู่คือเศษเสี้ยวของดีเอ็นเอ การพยายามเข้าใจว่าชิ้นส่วนทั้งหมดมาประกอบกันได้อย่างไรอาจเปรียบได้กับความพยายามที่จะประกอบสมุดโทรศัพท์แมนฮัตตันจากเศษกระดาษในเครื่องทําลายเอกสารที่ผสมกับขยะของเมื่อวานและถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยในหลุมขยะมูลฝอย

“ผมอยากทราบว่าเมื่อเทียบกับนีแอนเดอร์ทัล มีอะไรที่เปลี่ยนไปในตัวมนุษย์สมัยใหม่และทําให้เราแตกต่าง อะไรทําให้เราสามารถสร้างสังคมขนาดใหญ่เหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลก และพัฒนา เทคโนโลยีที่ผมคิดว่าทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมนุษย์? แน่นอนว่าต้องมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่อธิบายเรื่องนี้ และมันซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในรายการเปรียบเทียบเหล่านี้”

คนงานเหมืองเป็นคนค้นพบกระดูกจากหุบเขานีแอนเดอร์ทัล พวกเขาจัดการกับมันเหมือนเป็นขยะ เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจสูญหายไปทั้งหมดหากเจ้าของเหมืองไม่ได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่พบและยืนยันว่าต้องกู้ซากเหล่านั้นอันได้แก่ฝาครอบกะโหลก กระดูกไหปลาร้า กระดูกแขนสี่ท่อน กระดูกต้นขาสองท่อน ชิ้นส่วนของซี่โครงห้าซี่ และกระดูกเชิงกรานครึ่งชิ้น เจ้าของเหมืองเชื่อว่าเป็นกระดูกของหมีถ้ำ เขาจึงส่งพวกมันไปให้ครูในท้องถิ่นชื่อ โยฮันน์ คาร์ล ฟูลรอทท์ (Johann Car Fuhirott) ซึ่งทํางานเสริมเป็นผู้เชี่ยวชาญฟอสซิล ฟูลรอทท์ตระหนักว่าเขากําลังรับมือกับสิ่งที่ทั้งแปลกกว่าและขณะเดียวกันก็คุ้นเคยกว่าหมี เขาประกาศว่ากระดูกเป็นร่องรอยของ “สมาชิกดั้งเดิมในสายพันธุ์ของพวกเราเอง”

บังเอิญว่าขณะนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดาร์วินตีพิมพ์กําเนิดสปีชีส์ กระดูกจึงกลายเป็นประเด็นหนึ่งในการอภิปรายเกี่ยวกับกําเนิดของมนุษย์ ผู้ที่คัดค้านทฤษฎีวิวัฒนาการปฏิเสธคําอ้างของฟูลรอทท์ พวกเขากล่าวว่ากระดูกเหล่านั้นเป็นของคนธรรมดา ทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าเป็นทหารคอสแซก กลุ่มทหารที่รวมตัวกันในยูเครนและตอนใต้ของรัสเซียนายหนึ่งที่หลงเข้าไปบริเวณนั้นในช่วงอลหม่านหลังสงครามนโปเลียน สาเหตุที่กระดูกดูประหลาด (กระดูกโคนขาของนีแอนเดอร์ทัลโก่งอย่างเห็นได้ชัด) เนื่องจากทหารคอสแซกขี่ม้านานเกินไป อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าเป็นซากศพของชายที่เป็นโรคกระดูกอ่อน เขาทรมานจากโรคมากจนต้องเกร็งหน้าผากตลอดเวลา จึงมีคิ้วโก่งนูน (แต่ไม่มีใครอธิบายว่าชายที่เป็นโรคกระดูกอ่อนและทนเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาปีนหน้าผาขึ้นไปทําอะไรในถ้ำ) เวลาสองสามทศวรรษต่อมา ได้มีการค้นพบกระดูกคล้ายกันที่หุบเขานีแอนเดอร์ซึ่งมีลักษณะเป็นกระดูกมนุษย์ยุคใหม่และมีกะโหลกศีรษะรูปร่างประหลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชัดเจนว่าเรื่องเล่าทหารคอสแซกหลงทางหรือสำรวจถ้ำที่เป็นโรคกระดูกอ่อนไม่สามารถอธิบายการค้นพบเหล่านี้ แต่บรรดานักทฤษฎีวิวัฒนาการเองก็ฉงนกับกระดูกเหล่านี้เช่นกัน

สนับสนุนโดย ufabet