ต้นเหตุแห่งการสูญพันธุ์ของบรรดาสรรพสัตว์

Ice Age Animals

ในช่วงสิ้นยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดจะพบสัตว์ขนาดมหึมาได้ทุกหนแห่งในโลก นอกจากแรดดึกดําบรรพ์และหมีถ้ำยุโรป ยังมีวัวป่าออรอชส์ (aurochs) กวางยักษ์โบราณ (giant elk) และหมาในตัวเขื่อง ในอเมริกาเหนือสัตว์ใหญ่ดึกดําบรรพ์รวมถึงมาสโตดอน แมมมอธ และคาเมลอปส์ (Camelops) ซึ่งเป็นญาติตัวใหญ่ของอูฐสมัยใหม่ ทวีปอเมริกาเหนือยังเป็นที่อยู่ของบีเวอร์ขนาดเท่าหมีกริซลีในปัจจุบัน สไมโลดอน (Smilodon) ซึ่งเป็นเสือเขี้ยวดาบ และ Megalonyxjeffersoni หรือสล็อทพื้นดิน (ground sloth) ที่หนักเกือบหนึ่งตัน อเมริกาใต้มีสล็อทยักษ์ของตนเองเช่นเดียวกับโทโซดอน (Toxodon)

การปฏิวัติบนพื้นพิภพ

 

North Island giant moa

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสกุลหนึ่งซึ่งมีลําตัวเหมือนแรดและหัวทรงเหมือนฮิปโป รวมถึงกลิปไตดอนต์ (glyptodont) ซึ่งเป็นญาติกับตัวนิ่ม (armadillo) และบางตัวใหญ่เท่ารถเฟียตรุ่น 500 พรรณสัตว์ใหญ่ที่แปลกที่สุดและหลากหลายพบได้ในออสเตรเลีย สัตว์เหล่านี้รวมถึงไดโพรโตดอน (diprotodon) หรือสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่ชาวบ้านเรียกว่าวอมแบตแรด (rhinoceros Wombat) นอกจากนั้นยังมี Thylacoleo carnifex สัตว์กินเนื้อขนาดเท่าเสือที่เรียกว่าสิงโตมาร์ซูเพียล (marsupial lion) และจิงโจ้ยักษ์หน้าสั้น ซึ่งสูงถึงสิบฟุต

แม้กระทั่งเกาะขนาดค่อนข้างเล็กหลายแห่งยังมีสัตว์ใหญ่ของพวกมันเอง ไซปรัสมีช้างแคระและฮิปโปขนาดจิ๋ว มาดากัสการ์เป็นที่อยู่ของฮิปโปแคระ (Pygmy hippo) สามสายพันธุ์ วงศ์ของนกขนาดใหญ่ ทีบินไม่ได้ที่เรียกว่านกช้าง (elephant bird) และลีเมอร์ยักษ์ (Giant lemur) หลายสายพันธุ์ พรรณสัตว์ใหญ่ของนิวซีแลนด์น่าทึ่งตรงที่มันเป็นสัตว์ปีกทั้งหมด ทิม ฟลานเนอรี (Tim Flannery) นักบรรพชีวินวิทยาชาวออสเตรเลียบรรยายว่านี่เป็นการทดลองในจินตนาการที่กลายเป็นจริง “มันแสดงให้พวกเราเห็นว่าโลกอาจเป็นอย่างไรถ้าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกับไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว และเหลือเพียงนกที่ครองโลก”

ในนิวซีแลนด์ นกโมอา (moa) สายพันธุ์ต่างๆได้วิวัฒนาการเข้าครอบครองช่องว่างทางนิเวศวิทยาซึ่งสัตว์เล็มพืชสี่ขา เช่น แรดและกวางครอบครอง ในที่อื่นนกโมอายักษ์เกาะเหนือ (North Island giant moa) และนกโมอายักษ์เกาะใต้ (South Island giant moa) เป็นนกโมอาที่ตัวใหญ่ที่สุด สูงเกือบสิบสองฟุต น่าสนใจที่ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เกือบสองเท่า และเชื่อกันว่าหน้าที่ฟักไข่เป็นของตัวผู้นิวซีแลนด์ยังมีนกล่าเหยื่อ (raptor) ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าอินทรีฮาสต์ (Haast’s eagle) ซึ่งกินนกโมอาเป็นอาหารและมีวงปีกกว้างกว่าแปดฟุต

เกิดอะไรขึ้นกับสัตว์ขนาดยักษ์จากดินแดนบรอบดึงแนก (Brobdingnag) ดินแดนสมมติซึ่งเป็นประเทศของยักษ์ในหนังสือเรื่องกัลลิเวอร์ผจญภัย กูวีเยผู้ซึ่งกล่าวถึงการหายตัวไปของพวกมันเป็นคนแรกเชื่อว่าพวกมันถูกพิฆาตด้วยภัยพิบัติครั้งล่าสุดนั่นคือ “การปฏิวัติบนพื้นพิภพ” ซึ่งเกิดขึ้นก่อนจะเริ่มมีการบันทึกประวัติศาสตร์เพียงเล็กน้อย เมื่อนักธรรมชาติวิทยาในเวลาต่อมาปฏิเสธทฤษฎีมหาวิบัติของกูวีเย พวกเขาคิดไม่ตกกับปริศนาที่ว่าทําไมสัตว์ขนาดใหญ่จํานวนมากหายไปในช่วงเวลาค่อนข้างสั้นเช่นนั้น? “พวกเราอยู่ในโลกที่เสื่อมถอยทางด้านสัตววิทยา โลกซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุด ดุร้ายที่สุด และแปลกที่สุดหายตัวไปเมื่อไม่นานมานี้” อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ กล่าว “แน่ละว่าเป็นโลกที่ดีกว่าสําหรับพวกเราเมื่อพวกมันหายไป แต่ข้อเท็จจริงที่น่าเหลือเชื่อและยังไม่มีผู้ใดขบคิดใคร่ครวญมากพอคือมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่หายสาบสูญไปอย่างฉับพลัน และไม่ได้เกิดเพียงพื้นที่แห่งเดียว แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ครอบคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของผิวโลก”

บังเอิญว่าสวนสัตว์ซินซินแนติอยู่ห่างจากอุทยานบิ๊กโบนลิกเพียงสี่สิบนาทีหากขับรถ อุทยานแห่งนี้คือสถานที่ที่ลองเกยพบฟันมาสโตดอน ซึ่งบันดาลให้เกิดทฤษฎีการสูญพันธุ์ของกูวีเย ปัจจุบันบิ๊กโบนลิกเป็นอุทยานของรัฐและโฆษณาตนเองว่าเป็น “ที่เกิดของบรรพชีวินวิทยา สัตว์มีกระดูกสันหลังแห่งอเมริกา”

มนุษย์ ต้นเหตุแห่งการสูญพันธุ์ของบรรดาสรรพสัตว์

Climate change

ในช่วงศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ตัวอย่างที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงหลายอย่างทั้งกระดูกต้นขามาสโตดอน งาแมมมอธ และกะโหลกสล็อทพื้นดินขนาดยักษ์ถูกลากขึ้นมาจากหนองน้ำในบิ๊กโบนลิก บางส่วนส่งไปปารีสและลอนดอน บางส่วนไปนิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย บางส่วนหายไป (ของหายไปทั้งลําเรือเมื่อเรือสินค้าอาณานิคมถูกชาวอินเดียนเผ่าคิกคาปูโจมตี อีกลําหนึ่งจมในแม่น้ำมิสซิสซิปปี) โธมัส เจฟเฟอร์สัน จัดแสดงกระดูกจากบิ๊กโบนลิกอย่างภาคภูมิใจในพิพิธภัณฑ์เฉพาะกิจที่เขาตั้งขึ้นในห้องตะวันออกของทําเนียบขาว ไลเอลล์อุตส่าห์ไปเยี่ยมสถานที่นั้นระหว่างการเดินทางในอเมริกาเมื่อปี 1842 และยังซื้อฟันลูกมาสโตดอนจากที่นั่นด้วย ถึงตอนนี้ นักสะสมเก็บกวาดทั่วบิกโบนลิกจนแทบไม่เหลือกระดูกชิ้นใหญ่ พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาของอุทยานมีอยู่ห้องเดียวและส่วนใหญ่ว่างเปล่า บนผนังด้านหนึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังแสดงภาพ แมมมอธฝูงหนึ่งที่ดูหดหูเดินย่ำข้ามทุ่งทุนดรา บนผนังฝั่งตรงข้ามมีตู้กระจกแสดงเศษงาแตกและกระดูกสันหลังของสล็อทพื้นดิน ร้านขายของที่ระลึกซึ่งอยู่ติดกันมีขนาดเกือบเท่าพิพิธภัณฑ์ขายเหรียญยี่สิบเซ็นต์ที่ทําจากไม้ ลูกอม และเสื้อยืดคอกลมที่มีสโลแกน “ฉันไม่ได้อ้วน แค่กระดูกใหญ่” คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักลึกซึ้งถึง “ความสําคัญของอุทยาน” พวกเขามาเที่ยวทะเลสาบและเล่นมินิกอล์ฟซึ่งน่าเสียดายที่ปิดในฤดูหนาว ที่ลำธารบิ๊กโบนซึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง ลําธารไหลเฉื่อยใต้แผ่นน้ำแข็ง ทางแยกนําไปสู่ชานไม้ที่สร้างเหนือส่วนหนึ่งของหนองน้ำ น้ำตรงนี้ไม่เป็นน้ำแข็ง กลิ่นเหมือนกํามะถันและมีคราบสีขาวขุ่นเคลือบอยู่ ป้ายบนชานอธิบายว่าในยุคออร์โดวิเชียน มหาสมุทรปกคลุมดินแดนแถบนั้น เกลือที่สะสมจากพื้นน้ำใต้ทะเลอันเก่าแก่ดึงดูดให้สัตว์มาดื่มน้ำที่บิ๊กโบนลิกและมีหลายตัวตายที่นี่ ป้ายที่สองกล่าวว่าในบรรดาซากสัตว์ซึ่งพบที่บิ๊กโบนลิก “เป็นของสัตว์อย่างน้อยแปดสายพันธ์ที่สูญพันธุ์ไปประมาณหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว” การเปลี่ยนแปลงจากป่าสนเขาเป็นป่าผลัดใบหรือสภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทําให้สัตว์ที่สูญพันธุ์จากบิ๊กโบนลิกหายไปทั่วทวีป ภายในหนึ่งพันปีหลังจากมนุษย์มาถึง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่หมดไป เป็นไปได้ที่พวกอินเดียนดึกดําบรรพ์ (paleo-Indian) มีบทบาทบางประการต่อการสิ้นชีพของพวกมัน

ตั้งแต่ทศวรรษ 1840 มีผู้เสนอคําอธิบายการสูญพันธุ์ของพรรณสัตว์ใหญ่ทั้งสองแบบ ไลเอลล์เป็นหนึ่งในฝั่งที่ชอบคําอธิบายแรก เขาเรียกมันว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสภาพภูมิอากาศ” ที่เกิดขึ้นพร้อมกับยุคน้ำแข็ง ดาร์วินเข้าข้างไลเอลล์ตามเคยแม้ว่าคราวนี้จะเห็นด้วยอย่างลังเล “ผมไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับยุคธารน้ำแข็งและการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่” ด้านวอลเลซ ทีแรกเขาชอบคําอธิบายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ “มันต้องมีสาเหตุทางกายภาพที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่” เขาตั้งข้อสังเกตในปี 1876 “สาเหตุ ดังกล่าวนั้นอยู่ในการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งรู้จักในนาม “สมัยธารน้ำแข็ง (Glacial Epoch)” ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจ “เมื่อมองดูเรื่องทั้งหมดนี้อีกครั้ง” เขาเขียนในหนังสือเล่มสุดท้ายของเขาเรื่องโลกแห่งสิ่งมีชีวิต (The World of Life) “ผมเชื่อว่าการสูญพันธุ์อย่างรวดเร็วของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่จํานวนมากเกิดจากน้ำมือของมนุษย์” เขากล่าวว่าเรื่องทั้งหมด “ชัดเจนมาก” จริงๆ

นับตั้งแต่ข้อสันนิษฐานของไลเอลล์ มีการทบทวนคําถามนั้นกลับไปกลับมาซึ่งมีนัยเกินขอบเขตสาขาบรรพชีวินวิทยา ถ้าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทําให้พรรณสัตว์ใหญ่สูญพันธุ์ มันย่อมเป็นเหตุผลให้กังวลว่าพวกเรากําลังทําอะไรกับอุณหภูมิโลก ในอีกแง่หนึ่งหากมนุษย์เป็นตัวการ (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ) ผลที่ตามมายิ่งน่าเป็นห่วง นั่นหมายความว่าเหตุการณ์การสูญพันธุ์ในปัจจุบันเริ่มต้นตั้งแต่กลางยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด และหมายความว่ามนุษย์เป็นนักฆ่า “เกินพอดี” มาตั้งแต่แรกเริ่ม

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet