การฆ่าเกินพอดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ Prehistoric Overkill

เสือเขี้ยวดาบ

มีหลักฐานหลายสายที่อภิปรายสนับสนุน (หรือความจริงคือกล่าวโทษ) มนุษย์ หนึ่งในนั้นคือหลักฐานเกี่ยวกับช่วงเวลาของเหตุการณ์ ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าการสูญพันธุ์ของพรรณสัตว์ใหญ่ไม่ได้เกิดพร้อมกันครั้งเดียวดังที่ไลเอลล์และวอลเลซเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น หากแต่เกิดเป็นระลอก ระลอกแรกคือประมาณสี่หมื่นปีที่แล้วโดยกวาดยักษ์ใหญ่ในออสเตรเลียจนหมด ระลอกที่สองเข้าปะทะอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เมื่อประมาณสองหมื่นห้าพันปีต่อมาลีเมอร์ยักษ์ ฮิปโปแคระ และนกช้างในมาดากัสการ์รอดมาจนถึงยุคกลาง ส่วนนกโมอาในนิวซีแลนด์รอดถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

การฆ่าเกินพอดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric Overkill)

ยากที่จะเห็นว่าลําดับเหตุการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงครั้งเดียวได้อย่างไร ในขณะที่อีกด้านหนึ่งลําดับของระลอกการสูญพันธุ์และลําดับการตั้งรกรากของมนุษย์ เรียงตรงกันเกือบสมบูรณ์แบบ หลักฐานทางโบราณคดีพิสูจน์ว่ามนุษย์มาถึงออสเตรเลียก่อนเมื่อประมาณห้าหมื่นปีที่แล้ว อีกนานหลังจากนั้นจึงมาถึงทวีปอเมริกา และเพิ่งมาถึงมาดากัสการ์และนิวซีแลนด์หลายพันปีหลังจากนั้น

“เมื่อนําลําดับเหตุการณ์ของการสูญพันธุ์มาวิเคราะห์เทียบกับลําดับเหตุการณ์การอพยพของมนุษย์” พอล มาร์ติน (Paul Martin) แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาเขียนใน “การฆ่าเกินพอดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric Overkill) ซึ่งเป็นบทความหลักของเขาเกี่ยวกับหัวข้อนี้ เขากล่าวว่า “การมาถึงของมนุษย์เป็นคําตอบเดียวที่สมเหตุสมผลต่อการหายไปของพรรณสัตว์ใหญ่ จาเรด ไดมอนด์ ตั้งข้อสังเกตในทํานองเดียวกันว่า “โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าทําไมยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลียถึงรอดจากภัยแล้งนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงเวลาหลายสิบล้านปีของประวัติศาสตร์ ออสเตรเลีย แต่แล้วกลับมาล้มตายเกือบฉับพลัน (อย่างน้อยในช่วงเวลาหลายล้านปี) ประจวบกับเวลาที่มนุษย์กลุ่มแรกมาถึงโดยบังเอิญ”

นอกจากช่วงเวลาแล้ว มีหลักฐานทางกายภาพที่ชี้ชัดว่ามนุษย์เป็นตัวการ หลักฐานบางส่วนมาในรูปของสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ซึ่งผลิตขี้ปริมาณมหาศาล อุจจาระของแรดสามารถบํารุงเลี้ยงเห็ดราที่ชื่อสปอรอร์มีลลา (Sporormiella) สปอร์ของสปอรอร์มีลลามีขนาดเล็กจิ๋ว แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ทนทานอย่างยิ่ง สามารถหาตัวพวกมันได้แม้ในตะกอนที่ทับถมมานานหลายหมื่นปี หากมีสปอร์จํานวนมากจะบ่งชี้ว่ามีสัตว์กินพืชขนาดใหญ่จํานวนมากสวาปามและถ่ายอุจจาระ หากสปอร์น้อยหรือไม่มีสปอร์แสดงว่าไม่มีสัตว์เหล่านั้น สองปีที่แล้ว ทีมนักวิจัยวิเคราะห์แท่งตะกอนจากแหล่งที่ชื่อ ดินซ์สเครเตอร์ (Lynch’s Crater) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย พวกเขาพบว่าห้าหมื่นปีที่แล้ว มีสปอรอร์มีลลาจํานวนมากในบริเวณนั้น หลังจากนั้นเมื่อประมาณสี่หมื่นหนึ่งพันปีที่แล้ว จู่ๆจํานวนสปอรอร์มีลลาก็ลดลงเกือบถึงศูนย์ หลังจากตัวเลขตกลงภูมิทัศน์แถบนั้นก็เริ่มไหม้ (หลักฐานคือเม็ดถ่านขนาดเล็ก) จากนั้นพืชในบริเวณนั้นก็เปลี่ยนไปจากพืชชนิดที่พบในป่าฝนเปลี่ยนเป็นพืชที่ปรับตัวเข้ากับความแห้งแล้งได้มากกว่า เช่น สกุลกระถิน (acacia)

ถ้าสภาพภูมิอากาศผลักดันให้พรรณสัตว์ใหญ่สูญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของชนิดพืชน่าจะเกิดก่อน สปอรอร์มีลลาลดจํานวนลงโดยเริ่มจากภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลง ต่อมาสัตว์ที่พึ่งพาพืชเดิมจะหายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ทีมวิจัยสรุปว่าคําอธิบายเดียวที่สอดคล้องกับข้อมูลคือ “การฆ่าเกินพอดี” จํานวนสปอรอร์มีลลาลดลงก่อนภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการตายของพรรณสัตว์ใหญ่ เป็นต้นเหตุให้ภูมิทัศน์เปลี่ยน เมื่อไม่มีสัตว์กินพืชขนาดใหญ่คอยกินป่า เชื้อเพลิงจึงสะสมซึ่งทําให้เกิดไฟไหม้รุนแรงขึ้นและบ่อยขึ้น สิ่งนี้ผลักดันให้พืชกลายเป็นสายพันธุ์ที่ทนไฟ

การสูญพันธุ์ของพรรณสัตว์ใหญ่ “ไม่น่าจะถูกผลักดันจากสภาพภูมิอากาศ” คริส จอห์นสัน (Chris Johnson) นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนียและหนึ่งในผู้เขียนหลักที่ศึกษาเรื่องนี้กล่าว เขาคิดว่าเราสามารถพูดเช่นนี้ได้โดยไร้ข้อกังขา

Hunting Moa

หลักฐานจากนิวซีแลนด์ยิ่งชัดเจนขึ้นอีก เมื่อเผ่าเมารีมาถึงนิวซีแลนด์เวลาใกล้เคียงกับยุคของดันเต พวกเขาพบนกโมอาเก้าสายพันธุ์อาศัยอยู่บนเกาะเหนือและเกาะใต้ เมื่อผู้บุกเบิกจากยุโรปมาถึงในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 พวกเขาไม่เห็นนกโมอาแม้แต่ตัวเดียว สิ่งที่เหลือคือกองกระดูกนกโมอาและซากเตากลางแจ้งขนาดใหญ่ซึ่งเป็นของเหลือจากบาร์บีคิวปิ้งนกครั้งใหญ่ การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้สรุปว่านกโมอาน่าจะหมดไปในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษ วลีหนึ่งในภาษาเมารีกล่าวอ้อมๆถึงการเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นว่า Kua ngaro i te ngaro o te moa หรือ “สูญไปเหมือนนกโมอา”

นักวิจัยที่ปักใจเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฆ่าพรรณสัตว์ใหญ่กล่าวว่าความเชื่อมั่นของมาร์ติน ไดมอนด์ และจอห์นสันนั้นผิดที่ผิดทาง ในมุมมองของพวกเขาไม่มีสิ่งใดพิสูจน์เหตุการณ์ดังกล่าวได้ไม่ว่าข้อพิสูจน์นี้จะ “ไร้ข้อกังขา” หรือไม่ก็ตาม และทุกอย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เป็นการรวบสรุปง่ายเกินไป ช่วงเวลาที่พวกมันสูญพันธุ์ระบุไม่ได้ชัดเจน มันไม่ได้เรียงตรงสอดคล้องกับการอพยพของมนุษย์ และอย่างไรก็ดีความเกี่ยวเนื่องนั้นก็มิใช่สาเหตุ บางทีสิ่งที่สําคัญที่สุดคือ พวกเขากังขาในพิษสงของมนุษย์โบราณ คนกลุ่มเล็กๆที่ใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมสามารถกวาดล้างสัตว์ขนาดใหญ่ที่แข็งแรงและบางครั้งดุร้าย ทั่วบริเวณที่มีขนาดเท่าออสเตรเลียหรืออเมริกาเหนือได้อย่างไร?

จอห์น อัลรอย (John Alroy) นักบรรพชีวินวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งปัจจุบันทํางานที่มหาวิทยาลัยแมกควารีของออสเตรเลียครุ่นคิดคําถามนี้เป็นเวลานานซึ่งเขาคิดว่านี่เป็นคําถามทางคณิตศาสตร์ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่มากอยู่บนขอบความเสี่ยงเมื่อคํานึงถึงอัตราการสืบพันธุ์” ยกตัวอย่างเช่น ระยะตั้งครรภ์ของช้างคือยี่สิบสองเดือน ช้างไม่มีลูกแฝดและมันไม่สืบพันธุ์จนกระทั่งอายุสิบกว่าปี ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อจํากัดใหญ่มากต่อความเร็วในการสืบพันธุ์ของพวกมัน

ถึงแม้ทุกอย่างจะดําเนินไปอย่างราบรื่นก็ตาม และเหตุที่พวกมันยังมีตัวตนอยู่เป็นเพราะเมื่อสัตว์โตถึงขนาดหนึ่ง พวกมันรอดจากการถูกล่าเป็นอาหาร พวกมันไม่ถูกโจมตีง่ายๆอีกต่อไป นี่เป็นยุทธศาสตร์ที่แย่อย่างยิ่งด้านการสืบพันธุ์ แต่เป็นข้อได้เปรียบด้านการเลี้ยงผู้ล่า และข้อได้เปรียบนั้นตายไปเมื่อคนปรากฏตัวขึ้น เพราะไม่ว่าสัตว์จะใหญ่แค่ไหน พวกเราไม่มีข้อจํากัดในเรื่องสิ่งที่เรากินเป็นอาหารได้ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตที่ประสบความสําเร็จมาหลายล้านปีกลับล้มเหลวอย่างฉับพลันได้อย่างไร เหล่าสัตว์ใหญ่ไม่ต่างจากแกรปโตไลต์รูปตัววี แอมโมไนต์หรือไดโนเสาร์ พวกมันไม่ได้ทําอะไรผิด เพียงแต่เมื่อมนุษย์ปรากฏตัว “กฎของเกมการอยู่รอด” ก็เปลี่ยนไป

อัลรอยใช้การจําลองทางคอมพิวเตอร์เพื่อทดสอบสมมติฐาน “การฆ่าเกินพอดี” เขาพบว่ามนุษย์กวาดล้างสัตว์ใหญ่โดยใช้ความพยายามแค่เพียงน้อยนิด “เมื่อมีสายพันธุ์หนึ่งซึ่งให้สิ่งที่เราอาจเรียกว่าผลิตผลยั่งยืน เราย่อมปล่อยให้สายพันธุ์อื่นสูญพันธุ์ไปได้โดยที่มนุษย์ไม่อดตาย” เขากล่าว ยกตัวอย่างเช่น ในอเมริกาเหนือ กวางหางขาว (white-tailed deer) มีอัตราการสืบพันธุ์ค่อนข้างสูง ดังนั้นน่าจะยังมีจํานวนมาก แม้จํานวนของแมมมอธลดลง “แมมมอธกลายเป็นอาหารหรู เป็นอะไรที่คุณรับประทานนานๆครั้ง เหมือนเห็ดทรัฟเฟิลขนาดใหญ่”

เมื่ออัลรอยจําลองอเมริกาเหนือ เขาพบว่าแม้ประชากรมนุษย์เบื้องต้นมีจํานวนน้อยมากเพียงประมาณหนึ่งร้อยคน แต่ในช่วงเวลาหนึ่งหรือสองพันปี ประชากรเพิ่มจํานวนเพียงพอที่จะอธิบายการสูญพันธุ์ทั้งหมดในประวัติศาสตร์ มันจะเป็นเช่นนี้ในกรณีที่อนุมานว่ามนุษย์เป็นผู้ล่าที่ดีพอใช้ถึงปานกลาง สิ่งที่พวกเขาต้องทําคือเล็งแมมมอธหรือสล็อทพื้นดินขนาดยักษ์นานๆครั้งเมื่อมีโอกาส และทําเช่นนี้ต่อเนื่องหลายศตวรรษ แค่นั้นก็เพียงพอที่จะผลักให้ประชากรของสายพันธุ์ที่สืบพันธุ์ช้าลดลงจนกลายเป็นศูนย์ในที่สุด เมื่อคริส จอห์นสัน จําลองออสเตรเลีย เขาได้ผลลัพธ์คล้ายกัน ถ้าผู้ล่าสิบคนฆ่าไดโพรโตดอนปีละหนึ่งตัว ภายในเวลาประมาณเจ็ดร้อยปี ไดโพรโตดอนทุกตัวในรัศมีหลายร้อยไมล์จะหายไป (เนื่องจากมันจะถูกล่าในพื้นที่ต่างๆของออสเตรเลียในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จอห์นสันคาดว่าการสูญพันธุ์ทั่วทวีปจะใช้เวลาราวสองสามพันปี) จากมุมมองของประวัติศาสตร์โลก หลายร้อยปีหรือแม้กระทั่งหลายพันปีนั้นไม่นานเลย แต่จากมุมมองของมนุษย์ มันช่างยาวนานนักสําหรับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พรรณสัตว์ใหญ่คงจะลดลงช้ามากเสียจนมองไม่เห็น พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าหลายศตวรรษก่อนหน้า แมมมอธและไดโพรโตดอนมีมากกว่านี้ อัลรอยกล่าวถึงการสูญพันธ์ของพรรณสัตว์ใหญ่ว่า “หายนะทางนิเวศวิทยานั้นเกิดขึ้นทันทีทันใดในเชิงธรณีวิทยา แต่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปในสายตาของผู้กระทํา” เขาเขียนว่ามันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ “สามารถทําให้สายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่สูญพันธุ์ ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ความอุตสาหะอย่างล้นเหลือเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ทํา”

มักกล่าวกันว่าสมัยแอนโธรโพซีนเริ่มต้นด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรืออาจหลังจากนั้น พร้อมกับจํานวนประชากรที่พุ่งทะยานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หากยึดตามคํากล่าวนี้มนุษย์กลายเป็นขุมพลังที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยการนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น กังหัน รถไฟ และเลื่อยไฟฟ้า แต่การสูญพันธุ์ของพรรณสัตว์ใหญ่ชี้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นก่อนที่มนุษย์จะปรากฏตัว การที่มีรูปร่างใหญ่โตและสืบพันธุ์ช้าเป็นยุทธศาสตร์ที่ประสบความสําเร็จอย่างสูง และสิ่งมีชีวิตขนาดเขื่องก็คือผู้ครอบครองโลก ทว่าในช่วงเวลาเพียงครู่เดียวในเชิงธรณีวิทยา ยุทธศาสตร์นี้กลายเป็นเกมของผู้พ่ายแพ้และส่งผลมาถึงปัจจุบัน นั้นคือเหตุผลว่าทําไมช้าง หมี และเสือจึงประสบเคราะห์หนัก และทําไมซูซี่ถึงกลายเป็นหนึ่งในแรดสุมาตราตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ในโลก นอกจากนี้การกําจัดพรรณสัตว์ใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกําจัดพรรณสัตว์ใหญ่เพราะอย่างน้อยมันก็ทําให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ทางนิเวศวิทยาโดยเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ในออสเตรเลีย คงเป็นเรื่องดีที่จะจินตนาการว่าครั้งหนึ่งมนุษย์อยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ไม่ชัดเจนว่าเคยเป็นเช่นนั้นได้จริง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet