แรดสุมาตรา Dicerorhinus Sumatrensis ฟอสซิลที่ยังมีชีวิต

Dicerorhinus Sumatrensis

ภาพแรกของซูซี่ (Suci) คือแผ่นหลังอันกํายํา ขนาดกว้างประมาณสามฟุต และมีขนแข็งหยาบสีแดงเป็นหย่อมๆ ผิวหนังสีน้ำตาลแดงให้สัมผัสเหมือนเสื่อน้ำมันตะปุ่มตะป่า ซูซี่เป็นแรดสุมาตรา (Sumatran rhino) อ/Center for Conservation and Research of Endangered Wildlife) ของสวนสัตว์

แรดสุมาตรา Dicerorhinus Sumatrensis

แรดสุมาตรา

ในบรรดาแรด 5 สายพันธุ์ที่ยังคงอยู่ แรดสุมาตราหรือ Dicerorhinus Sumatrensis เป็นสายพันธุ์ที่เล็กที่สุด และจะว่าไปแล้วก็เก่าแก่ที่สุดด้วย แรดสุมาตราปรากฏขึ้นประมาณ 20 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่าสายสกุลของแรดสุมาตราย้อนกลับไปได้ถึงสมัยไมโอซีนโดยที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์ทางพันธุกรรมแสดงว่าแรดสุมาตราเป็นญาติที่ใกล้เคียงกับแรดดึกดําบรรพ์ (wooly rhino) ที่สุดและยังมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด แรดดึกดําบรรพ์มีถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นวงกว้าง ตั้งแต่สกอตแลนด์ไปจนถึงเกาหลีใต้ อี. โอ. วิลสัน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาค้างที่สวนสัตว์ซินซินแนติกับแม่ของซูชีและเก็บขนกระจุกหนึ่งของมันไว้บนโต๊ะทํางานของเขากล่าวว่าแรดสุมาตราเป็น “ฟอสซิลที่ยังมีชีวิต”

แรดสุมาตราเป็นสัตว์ขี้อายและอยู่โดดเดี่ยวตามพุ่มไม้ในป่า พวกมันมีสองนอ นอใหญ่อยู่ที่ปลายจมูกและนอเล็กอยู่ถัดเข้ามา มีริมฝีปากบนยื่นซึ่งพวกมันจะใช้ดึงใบไม้และกิ่งก้าน การมีเพศสัมพันธ์ของพวกมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่างน้อยก็จากมุมมองของมนุษย์ ตัวเมียตกไข่โดยการเหนี่ยวนํา (induced ovulation) พวกมันไม่ตกไข่จนกว่าจะรับรู้ว่ามีตัวผู้ที่เหมาะสมอยู่แถวนั้น ในกรณีของซูซี่ ตัวผู้ที่เหมาะสมซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปหนึ่งหมื่นไมล์

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซูซี่ได้รับการฉีดฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อกระตุ้นรังไข่ของเธอ สองสามวันหลังจากนั้นรอธพยายามผสมเทียม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องสอดท่อเล็กยาวผ่านรอยพับบริเวณคอมดลูกของซูชี และปั๊มอสุจิแช่แข็งที่ละลายแล้วขวดหนึ่งเข้าไป ตามบันทึกที่รอธจดไว้ในตอนนั้น ซูซี่ “ประพฤติตนดีมาก” ระหว่างกระบวนการดังกล่าว คราวนี้ถึงเวลาที่ต้องตรวจติดตามผลด้วยอัลตราซาวด์ แต่ก็พบว่าความพยายามนั้นล้มเหลวเนื่องจากซูซี่ไม่ตกไข่

ครั้งหนึ่งเราเคยพบแรดสุมาตราตั้งแต่ตีนเขาหิมาลัยซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันคือภูฎานและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ผ่านลงไปยังประเทศเมียนมา ไทย กัมพูชา และคาบสมุทรมาเลย์ รวมถึงบนหมู่เกาะสุมาตราและบอร์เนียว ในศตวรรษที่ 19 ยังพบแรดได้มากพอที่คนจะมองว่ามันเป็นศัตรูต่อการเกษตร เมื่อป่าในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกโค่น ที่อยู่อาศัยของแรดก็หดลงและกระจัดกระจาย เมื่อถึงต้นทศวรรษ 1980 ประชากรแรดลดลงเหลือเพียงสองสามร้อยตัว ส่วนใหญ่อยู่ในเขตสงวนตัดขาดบนเกาะสุมาตราและที่เหลืออยู่ในมาเลเซีย ดูเหมือนว่ามันจะมุ่งหน้าสู่การสูญพันธุ์จนกระทั่งในปี 1984 นักอนุรักษ์กลุ่มหนึ่งรวมตัวกันในสิงคโปร์เพื่อพยายามหาทางช่วยเหลือ แผนงานที่พวกเขาคิดขึ้นมีข้อกรองต่างๆมากมาย หนึ่งในนั้นคือขอให้ก่อตั้งโครงการเพาะพันธุ์แรดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียสายพันธ์ไปจนหมด แรดเจ็ดตัวจึงถูกส่งไปยังสวนสัตว์ในสหรัฐอเมริกา

วงการเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงเริ่มด้วยความอับโชค ในช่วงเวลาสองสามสัปดาห์ แรดห้าตัวที่แหล่งเพาะพันธุ์ในคาบสมุทรมาเลเซียป่วยเป็นโรคทริพาโนโซมิเอซิส (trypanosomiasis) ที่เกิดจากปรสิต โดยมีแมลงวันเป็นพาหะ แรดสิบตัวถูกจับในซาบาห์ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในมาเลเซียที่อยู่บนแหลมทางตะวันออกของบอร์เนียว ในจํานวนนี้มีสองตัวตายเพราะบาดแผลระหว่างจับต้อน ตัวที่สามตายด้วยบาดทะยัก ตัวที่สี่หมดอายุขัยโดยไม่ทราบเหตุ และเมื่อสิ้นทศวรรษก็ไม่มีตัวใดเลยออกลูก ในสหรัฐอเมริกา อัตราการตายยิ่งสูงขึ้นอีก สวนสัตว์ให้แรดกินหญ้าแห้ง แต่กลายเป็นว่าแรดสุมาตราไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยหญ้าแห้ง พวกมันต้องกินใบไม้และกิ่งไม้สด กว่าจะมีคนตระหนักถึงจุดนี้ก็เหลือแรดเพียงสามตัวที่ยังมีชีวิตอยู่จากทั้งหมดเจ็ดตัวที่ส่งไปอเมริกา โดยทั้งสามตัวแยกกันอยู่คนละเมือง ในปี 1995 วารสาร Conservation Biology ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับโครงการเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงเรื่อง “ช่วยให้สายพันธุ์หนึ่งสูญพันธุ์” (Helping a Species Go Extinct) ปีนั้น ด้วยความพยายามเฮือกสุดท้าย สวนสัตว์บรองซ์และลอสแอนเจลิสส่งแรดที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นตัวเมียทั้งคู่ไปยังซินซินแนติ ที่นั่นมีแรดตัวผู้ที่เหลือรอดอยู่ตัวหนึ่งชื่ออีบุห์ (Ipuh) พวกเขาจ้างรอธมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาว่าควรทําอย่างไรกับพวกมัน พวกมันเป็นสัตว์ที่อยู่เดี่ยวๆจึงไม่อาจจับมาอยู่ในกรงเดียวกันได้ แต่แน่นอนว่าถ้าไม่ให้มันอยู่ด้วยกันมันก็ไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ รอธทุ่มเทศึกษาสรีรวิทยาของแรด เก็บตัวอย่างเลือด วิเคราะห์ปัสสาวะ และวัดระดับฮอร์โมน ยิ่งเธอเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่ความท้าทายก็มากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ

รอธกล่าวว่าแรดสุมาตรานั้นเป็นสายพันธุ์ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ปรากฏว่าราพันเซล (Rapunzel) แรดตัวเมียจากสวนสัตว์บรองซ์แก่เกินที่จะกว่าที่จะผสมพันธุ์ เอมิ (Emi) ตัวเมียจากลอสแอนเจลิสดูจะอยู่ในวัยเหมาะสม แต่เหมือนว่าจะไม่เคยตกไข่ ซึ่งเป็นปริศนาให้รอธขบคิดถึงเกือบหนึ่งปี เมื่อเธอตระหนักว่าปัญหาคือแรดต้องรู้สึกว่ามีตัวผู้อยู่ใกล้ๆ เธอจึงเริ่มจัดแจงให้เอมิและอีปห์ “ออกเดต” สั้นๆภายใต้การสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง หลังจากดูใจกันอยู่สองสามเดือน เอมิตั้งครรภ์แล้วเธอก็แท้ง เธอตั้งครรภ์อีกและก็เหมือนเดิมอีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอแท้งลูก รวมห้าครั้ง ทั้งเอมิและอีบุห์มีปัญหาเรื่องตา ซึ่งในที่สุดรอธชี้ว่าเป็นผลจากการอยู่กลางแดดนานเกินไป (ในธรรมชาติ แรดสุมาตราอยู่ในร่มใต้ยอดไม้ในป่า) สวนสัตว์ซินซินแนติลงทุนสั่งทําที่บังแดดโดยเฉพาะมูลค่าห้าแสนดอลลาร์

เอมิตั้งครรภ์อีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วงปี 2000 คราวนี้รอธให้กินยาน้ำบํารุงฮอร์โมนโดยป้อนให้มันในรูปแผ่นขนมปังชุบโปรเจสเทอโรน ในที่สุดหลังจากตั้งครรภ์สิบหกเดือน เอมิให้กําเนิดอันดาลัส (Andalas) เพศผู้ ตามด้วยซูซี่ ซึ่งชื่อของเธอแปลว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ในภาษาอินโดนีเซีย และตัวผู้อีกหนึ่งตัวชื่อฮาราปัน (Harapan) ในปี 2007 อันดาลัสถูกส่งกลับไปสุมาตราทางเรือ ไปยังสถานเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงในอุทยานแห่งชาติวาย์กัมบัส (Way Kambas National Park) ที่ซึ่งในปี 2012 เขาให้กําเนิดลูกตัวผู้หนึ่งตัวชื่ออันดาตุ (Andatu) ซึ่งเป็นหลานของเอมิกับอีปูห์

แน่นอนว่าแรดทั้งสามตัวซึ่งเกิดในกรงเลี้ยงในซินซินแนติและตัวที่สี่ในวายกัมบัสไม่สามารถชดเชยสัตว์หลายตัวที่ตายไปตามกาลเวลา แต่พวกมันเป็นแรดสุมาตรากลุ่มเดียวที่เกิดในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 จํานวนแรดสุมาตราในธรรมชาติดิ่งลงฮวบฮาบจนถึงจุดที่ในปัจจุบันเชื่อว่ามีอยู่ไม่ถึงร้อยตัวทั่วโลก เป็นเรื่องพลิกผันกลับตาลปัตรที่มนุษย์ทําให้สายพันธุ์นี้ลดจํานวนลงเสียจนดูเหมือนว่ามีเพียงความอุตสาหะหาญกล้าของมนุษย์เท่านั้นที่จะช่วยให้มันรอดได้ ถ้า Dicerorhinus Sumatrensis จะมีอนาคต มันก็เป็นเพราะรอธและคนอื่นอีกหยิบมือหนึ่งที่รู้วิธีตรวจอัลตราซาวด์ด้วยการสอดแขนเข้าไปในทวารของแรดเหมือนที่เธอทำ และสิ่งที่จริงสําหรับแรดสายพันธุ์ Dicerorhinus sumatrensis ก็เป็นจริงกับแรดทั้งหมดไม่มากก็น้อย ปัจจุบันแรดชวาซึ่งมีถิ่นที่อยู่อาศัยทอดผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสัตว์หายากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก อาจมีเหลือน้อยกว่าห้าสิบตัวทั้งหมดอยู่ในเขตสงวนบนเกาะชวา (มีเพียงตัวเดียวที่พบที่อื่นคือในเวียดนาม มันถูกผู้ลักลอบล่าสัตว์สังหารในฤดูหนาวปี 2010) แรดอินเดียซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในห้าสายพันธุ์ และมีรูปร่างเหมือนเสื้อโค้ตยับๆคล้ายกับในงานเขียนของ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ลดเหลือเพียงสามพันตัว ส่วนใหญ่อยู่ในอุทยานสี่แห่งในรัฐอัสสัม เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วแอฟริกามีประชากรแรดดําเกือบหนึ่งล้านตัว นับแต่นั้นมันก็ลดจํานวนลงจนเหลือประมาณห้าพันตัว แรดขาวซึ่งมาจากแอฟริกาเช่นกัน เป็นแรดสายพันธุ์เดียวที่ปัจจุบันไม่ได้จัดอยู่ในประเภทถูกคุกคาม มันถูกล่าจนเกือบไม่เหลือในศตวรรษที่ 19 แต่แล้วก็ฟื้นกลับมาอย่างเหลือเชื่อในศตวรรษที่ 20 และในปัจจุบันคือศตวรรษที่ 21 มันตกอยู่ภายใต้แรงกดดันระลอกใหม่จากผู้ลักลอบล่าสัตว์ซึ่งขายนอแรดในตลาดมืดได้มากกว่าสองหมื่นดอลลาร์ต่อปอนด์ (นอแรดซึ่งทําจากเคราตินเช่นเดียวกับเล็บมือของคุณใช้เป็นส่วนผสมของยาจีนแผนโบราณ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้กลายเป็น “ยา” ที่นิยมเล่นกันในงานเลี้ยงชั้นสูงตามคลับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอแรดที่บดเป็นผงใช้สูดเหมือนโคเคน)

ในขณะเดียวกัน แน่นอนว่าแรดมีเพื่อนมากมาย มนุษย์มักรู้สึกผูกพันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ “มีเสน่ห์” แม้ว่าพวกมันจะอยู่ในกรงขัง เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำและน่าพิศวงซึ่งเป็นเหตุผลว่าทําไมสวนสัตว์หลายแห่งทุ่มเททรัพยากรเพื่อจัดแสดงแรด แพนด้า และกอริลลา (วิลสันบรรยายถึงคืนที่เขาอยู่กับเอมิในซินซินแนติว่าเป็น “เหตุการณ์ที่น่าจดจําที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง” ในชีวิตของเขา) ทว่าในแทบทุกที่ที่พวกมันไม่ถูกจับขัง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่และทรงเสน่ห์เหล่านี้กลับประสบปัญหา ในจํานวนหมีแปดสายพันธุ์ของโลก มีหกสายพันธุ์ที่จัดอยู่ในประเภท “ใกล้สูญพันธุ์” หรือ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” ช้างเอเชียลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงสามรุ่นที่ผ่านมา ช้างแอฟริกาอยู่ในสถานการณ์ดีกว่า แต่เช่นเดียวกับแรด พวกมันตกเป็นเหยื่อพวกลักลอบล่าสัตว์มากขึ้น การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้สรุปว่าประชากรช้างป่าในแอฟริกาซึ่งหลายคนนับว่าเป็นคนละสายพันธุ์กับช้างสะวันนาลดลงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เพียงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา) สัตว์ส่วนใหญ่ในวงศ์เสือและแมว ได้แก่ สิงโต เสือ เสือดาว เสือจากัวร์ ลดจํานวนลง หนึ่งศตวรรษนับจากนี้ แพนด้า เสือ และแรด อาจอยู่รอดได้แต่ในสวนสัตว์หรือในบริเวณป่าธรรมชาติที่เล็กและได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจนนับว่ามีคุณสมบัติ “คล้ายสวนสัตว์” ดังคํากล่าวของ ทอม เลิฟจอย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet