การเดินทางข้ามโลกของพืชและสัตว์เพื่อแสวงหาโอกาสในการรอดชีวิต

purple loosestrife

เหตุใดสายพันธุ์ต่างถิ่นบางสายพันธุ์จึงสามารถแพร่สะพัดนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ความเป็นไปได้หนึ่งคือสําหรับบางสายพันธุ์ เช่น กาฝาก มีข้อได้เปรียบในการเคลื่อนย้ายอยู่เสมอ สายพันธุ์ที่ถูกย้ายไปยังที่ใหม่ โดยเฉพาะทวีปใหม่ได้ทิ้งคู่แข่งและผู้ล่าไว้เบื้องหลัง การสลัดศัตรูซึ่งเท่ากับสลัดประวัติศาสตร์วิวัฒนาการทิ้งนี้เรียกว่า “การละศัตรู” (enemy release) มีสิ่งมีชีวิตมากมายที่ดูเหมือนได้รับประโยชน์จากการละศัตรูรวมทั้งต้นลูสสไตรฟ์สีม่วง (purple loosestrife) การเดินทางข้ามโลกของพืชและสัตว์เพื่อแสวงหาโอกาสในการรอดชีวิตการเดินทางข้ามโลกของพืชและสัตว์เพื่อแสวงหาโอกาสในการรอดชีวิตซึ่งเดินทางจากยุโรป มาถึงเขตตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

ยุทธการละศัตรูจากถิ่นเดิม (enemy release)

ต้นลูสสไตรฟ์สีม่วง

ในถิ่นเดิมของมัน ต้นลูสสไตรฟ์สีม่วงมีศัตรูเฉพาะทางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นด้วงลูสสไตรฟ์ขอบดํา (black-margined loosestrife beetle) ด้วงลูสสไตรพ์สีทอง (golden loosestrife beetle) มอดรากลูสสไตรฟ์ (loosestrife root weevil) และมอดดอกลูสสไตรฟ์ (loosestrife flower weevil) ทั้งหมดนี้หายไปในอเมริกาเหนือเมื่อต้นลูสสไตรฟ์มาถึง ซึ่งช่วยอธิบายว่าทําไมมันจึงครอบครองพื้นที่ลุ่มจากเวสต์เวอร์จิเนียไปจรดรัฐวอชิงตัน ผู้ล่าเฉพาะทางบางสายพันธุ์ถูกนําเข้าสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายของลูสสไตรฟ์ กลยุทธ์หนามยอกเอาหนามบ่งเช่นนี้ประสบความสําเร็จคละกันไปในประวัติศาสตร์ บางกรณีพบว่าสําเร็จแต่บางกรณีกลายเป็นวิกฤตทางระบบนิเวศอีกประการ หอยทากวูล์ฟสเนล (rosy wolfsnail หรือ Euglandina rosea) จัดอยู่ในกรณีหลังนี้ มันถูกนําเข้ามาในฮาวายปลายทศวรรษ 1950 เหตุที่นําเข้าหอยทากวูล์ฟสเนลซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นของอเมริกากลางก็เพื่อให้มันกันสายพันธุ์ที่นําเข้ามาก่อนหน้านี้ นั่นคือหอยทากแอฟริกายักษ์ (giant African snail หรือ Achatina fulica) ซึ่งกลายเป็นวัชพืชทางการเกษตร หอยทากวูล์ฟสเนลส่วนใหญ่ไม่สนใจหอยทากแอฟริกายักษ์ และมุ่งเล่นงานหอยทากพื้นเมืองสีสวยของฮาวายแทน จากหมู่หอยทากเฉพาะถิ่น 700 สายพันธุ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอาศัยบนหมู่เกาะฮาวาย ตอนนี้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์ไปแล้ว และสายพันธุ์ที่เหลือกําลังลดลงอย่างรวดเร็ว

ผลจากการทิ้งศัตรูเก่าไว้เบื้องหลังคือการพบสิ่งมีชีวิตใสชื่อชนิดใหม่ที่เอาเปรียบได้ ตัวอย่างที่รู้จักดีและน่าสยองมาในรูปของงูต้นไม้สีน้ำตาลตัวเรียวยาวที่ชื่อ Boiga irregularis งูชนิดนี้มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในปาปัวนิวกินีและตอนเหนือของออสเตรเลีย มันหาทางไปยังเกาะกวมในช่วงทศวรรษ 1940 โดยอาจมากับการขนส่งทางทหาร งูพื้นเมืองชนิดเดียวบนเกาะคือสัตว์ตาบอดขนาดเล็กเท่าไส้เดือน ดังนั้นพรรณสัตว์บนเกาะกวมจึงไม่พร้อมรับมือต้นไม้สีน้ำตาลและนิสัยตะกละตะกลาม ของมัน งูต้นไม้สีน้ำตาลกินนกพื้นเมืองส่วนใหญ่บนเกาะ รวมถึงนกจับแมลงกวม (Guam fycatcher) ซึ่งพบครั้งสุดท้ายในปี 1984 นกอัญชันกวม (Guam rail) ซึ่งรอดมาได้เพียงเพราะโครงการผสมพันธุ์ในกรงเลี้ยง และนกเปล้าหน้าผากแดงมาเรียนา (Mariana fruit-dove) ซึ่งสูญพันธุ์ ไปจากเกาะกวมแล้ว (แม้ว่ายังเหลืออยู่บนเกาะที่เล็กกว่าอีกสองเกาะ) ก่อนที่งูต้นไม้จะมาถึง กวมมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมืองสามสายพันธุ์ ทั้งหมดเป็นค้างคาว ทุกวันนี้เหลือเพียงสายพันธุ์เดียวนั่นคือค้างคาวผลไม้มาเรียนาส์ (Marianas flying fox) และจัดว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูง ขณะเดียวกันงูซึ่งได้ประโยชน์เนื่องจากไร้ศัตรูก็แพร่พันธุ์อย่างบ้าคลั่ง ณ จุดสูดสูงซึ่งบางครั้งเรียกว่า “จุดปะทุ” ความหนาแน่นของประชากรสูงถึง 40 ตัวต่อเอเคอร์ งูต้นไม้สีน้ำตาลนําความเสียหายใหญ่หลวง เสียจนมันไม่มีสัตว์พื้นเมืองเหลือให้กิน ทุกวันนี้ส่วนใหญ่มันกินผู้บุกรุกสายพันธุ์อื่น เช่น curious skink จิ้งเหลนซึ่งย้ายถิ่นมาเกาะกวมจากปาปัวนิวกินีเช่นกัน นักเขียน เดวิด ควอมเมน เตือนว่าแม้จะเป็นเรื่องง่ายที่จะกล่าวร้ายเจ้างูต้นไม้สีน้ำตาล แต่มันไม่ใช่สัตว์ชั่วร้าย มันเพียงไม่ยึดกฎศีลธรรมและอยู่ผิดที่ เขากล่าวว่าสิ่งที่งูต้นไม้สีน้ำตาลทําที่กวมเป็นสิ่งที่โฮโมเซเปียนส์ทํามาทั่วโลก นั่นคือสําเร็จรุ่งเรืองโดยที่สายพันธุ์อื่นต้องรับเคราะห์”

การแข่งขันสะสมอาวุธทางวิวัฒนาการ

American chestnut

แม้จะนําตัวก่อโรคเข้ามา สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม เรามักเรียกความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างตัวก่อโรคกับผู้ให้อาศัยด้วยคําศัพท์ทางการทหารคือทั้งสองติดอยู่ใน “การแข่งขันสะสมอาวุธทางวิวัฒนาการ” ซึ่งเพื่อให้ตนอยู่รอด ต่างฝ่ายต้องป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายล้ำหน้าไกลเกินไป เมื่อตัวก่อโรคชนิดใหม่ปรากฏขึ้น มันเป็นเหมือนการพกปืนไปดวลมีด เมื่อผู้ให้อาศัยไม่เคยพบเชื้อรา (หรือไวรัส หรือแบคทีเรีย) ชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน มันย่อมไร้ภูมิป้องกัน “ปฏิสัมพันธ์ใหม่” ดังที่เรียกกันอาจสร้างหายนะได้อย่างน่าชม ในศตวรรษที่ 19 เกาลัดอเมริกา (American chestnut) เป็นไม้ผลัดใบเด่นในป่าแถบตะวันออก เช่นในรัฐคอนเนตทิคัต มันเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของไม้ซุงยืนต้นทั้งหมด ต้นเกาลัดซึ่งสามารถงอกจากรากปลอดภัยดีแม้มีการทําไม้อย่างหนัก นักโรคพืชวิทยาชื่อ จอร์จ เฮปติง (George Hepting) เคยเขียนไว้ว่า “ไม่เพียงแต่เตียงเด็กเท่านั้นที่ทําจากไม้เกาลัด แต่เป็นไปได้ที่โรงศพของคนชราก็ทําจากไม้เกาลัดเช่นกัน จากนั้นประมาณช่วงเปลี่ยนศตวรรษ เชื้อรา Cryphonectria parasitica ซึ่งเป็นตัวการของโรคราเกาลัด (chestnut blight) ถูกนําเข้ามา ในสหรัฐอเมริกาจากญี่ปุ่น ต้นเกาลัดจากเอเชียซึ่งวิวัฒนาการมาคู่กับเชื้อรา Cryphonectria parasitica สามารถทนต่อเชื้อรา แต่สําหรับเกาลัดอเมริกา ปรากฏว่าเชื้อราเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อถึงทศวรรษ 1950 มันฆ่าต้นเกาลัดทุกต้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีจํานวนประมาณ 4,000 ล้านต้น ผีเสื้อกลางคืนหลายสายพันธุ์ที่อาศัยต้นไม้เหล่านี้หายไปพร้อมกัน เดาได้ว่าเป็นเพราะ “ความใหม่” ของเชื้อราไคทริดที่ทําให้มันร้ายกาจเช่นกัน เป็นคําอธิบายว่าทําไมจู่ๆกบสีทองจึงหายไปจากธารพันกบ และทําไมโดยรวมแล้วสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดของโลก

แม้แต่ตอนที่ยังไม่พบสาเหตุของโรคจมูกขาว อัล ฮิกส์ และเพื่อนร่วมงานของเขาก็เริ่มสงสัยว่าเป็นเพราะสายพันธุ์ต่างถิ่น อะไรก็ตามที่ทําให้ค้างคาวตายน่าจะเป็นสิ่งที่พวกมันไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากอัตราการตายสูงมาก ในขณะเดียวกันโรคจมูกขาวที่แพร่จากตอนเหนือของรัฐนิวยอร์กกระจายออกไปคล้ายวงปาเป้า ดูเหมือนจะบ่งบอกว่าฆาตกรย่างกรายเข้ามาใกล้ออลบานี้แล้ว เมื่อการตายของค้างคาวเริ่มเป็นข่าวระดับประเทศ นักสํารวจถ้ำคนหนึ่งส่งภาพที่เขาถ่ายห่างจากเมืองไปประมาณสี่สิบไมล์มาให้ฮิกส์ ภาพถ่ายเหล่านั้นมาจากปี 2008 หนึ่งปีเต็มก่อนที่เพื่อนร่วมงานของฮิกส์จะโทรศัพท์มาหาเขาแล้วบอกว่า “ตายห่า” ภาพนั้นแสดงสัญญาณชัดเจนว่าค้างคาวเป็นโรคจมูกขาวนักสํารวจถ้ำถ่ายภาพในถ้ำที่เชื่อมกับฮาว คาเวิร์นส์ (Howe Caverns) อันเป็นจุดที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากสิ่งน่าสนใจอื่นๆแล้วยังจัดทัวร์ส่องไฟฉายและล่องเรือใต้ดิน ค่อนข้างน่าสนใจที่บันทึกแรกที่มีคือภาพถ่ายจากถ้ำ นักท่องเที่ยวในนิวยอร์กซึ่งมีผู้เข้าชมประมาณสองแสนคนต่อปี

นับตั้งแต่ระดับอนุบาลถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมโครงการที่พยายามควบคุมปัญหานี้ เทศบาลเมืองในทาวน์สวิลส์ทางเหนือของบริสเบน สนับสนุนให้เด็กๆออก “ล่าสม่่ำเสมอ” โดยมีเป้าหมายคือคางคกยักษ์ (cane toad) ซึ่งนำเข้ามาในทศวรรษ 1930 วัตถุประสงค์เดิมคือเพื่อควบคุมด้วงอ้อย (Sugarcane beetle) แต่มันกลับสร้างหายนะใหญ่หลวง (คางคกยักษ์มีพิษและสายพันธ์ท้องถิ่นที่ไม่รู้ประสีประสา เช่น นอร์เธิร์นควอลล์ (northern quoll) กินพวกมันแล้วตาย เพื่อที่จะกําจัดคางคกอย่างมีมนุษยธรรม เทศบาลสั่งให้เด็กๆ “จับพวกมันใส่ตู้เย็นไว้ 12 ชั่วโมง” แล้วจึงใส่มันในช่องแช่แข็งอีก 12 ชั่วโมง” การศึกษาเกี่ยวกับผู้มาเยือนแอนตาร์กติกา เมื่อไม่นานมานี้พบว่าในฤดูร้อนเพียงฤดูเดียว นักท่องเที่ยวและนักวิจัยนําเมล็ดพืชเจ็ดหมื่นเมล็ดติดตัวมาจากทวีปอื่นๆ พืชสายพันธุ์หนึ่งชื่อ Poa annua ซึ่งเป็นหญ้าจากยุโรปได้ตั้งถิ่นฐานในแอนตาร์กติกา และเนื่องจากแอนตาร์กติกามีพืชพื้นเมืองเพียงสองสายพันธุ์ นั่นหมายความว่าปัจจุบัน 1 ใน 3 ของพืชในแอนตาร์กติกาเป็นผู้บุกรุก

จากมุมมองของชีวชาติโลก การเดินทางทั่วโลกเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่พลิกผัน และในขณะเดียวกันก็เป็นการฉายซ้ำปรากฏการณ์เก่าแก่ ปัจจุบันการขยับตัวออกจากกันของทวีปต่างๆที่เวเกเนอร์อนุมานจากบันทึกฟอสซิลกําลังเกิดขึ้นในทิศทางตรงข้าม นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มนุษย์ฉายประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาย้อนหลังอย่างรวดเร็ว ลองคิดถึงการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกแต่ขยายใหญ่ขึ้น เมื่อเราขนย้ายสายพันธ์จากเอเชียไปอเมริกาเหนือ และจากอเมริกาเหนือไปออสเตรเลีย และสายพันธ์จากออสเตรเลียไปแอฟริกา และสายพันธ์จากยุโรปไปแอนตาร์กติกา ผลที่ได้คือเรากำลังประกอบโลกใหม่ให้เป็นมหาทวีปขนาดมหึมาอีกครั้ง ซึ่งบางครั้งนักชีววิทยาเรียกว่ามหาทวีปแพนเจียแห่งใหม่ (New Pangaea)

สนับสนุนโดย ufabet