การตายปริศนาของค้างคาวสีน้ำตาลในสหรัฐอเมริกา

ค้างคาวสีน้ำตาล

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทําสํามะโนประชากรค้างคาวคือช่วงกลางฤดูหนาว ค้างคาวเป็นที่รู้จักในนาม “ผู้จําศีลตัวจริง” เมื่อปรอทวัดอุณหภูมิลดลง พวกมันจะเริ่มหาที่ปักหลัก หรือที่จริงคือห้อยหัวเนื่องจากเวลาค้างคาวจําศีลจะห้อยหัวโดยเกี่ยวนิ้วเท้าไว้ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ค้างคาวกลุ่มแรกที่จําศีลมักเป็นค้างคาวเล็กสีน้ำตาล (little brown bat) บางครั้งพอถึงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน พวกมันจะหาที่สงบ เช่น ถ้ำหรืออุโมงค์เข้าเหมืองที่ซึ่งสภาวะต่างๆน่าจะคงตัว ไม่นานหลังจากนั้นค้างคาวสามสี (tricolored bat) ค้างคาวใหญ่สีน้ำตาล (big brown bat) และค้างคาวตีนเล็ก (small-footed bat) จะเข้าจําศีลร่วมกับค้างคาวเล็กสีน้ำตาล อุณหภูมิในร่างกายค้างคาวจําศีลลดลง 50-60 องศาฟาเรนไฮต์ และมักจะลดถึงจุดเยือกแข็ง หัวใจเต้นช้าลง ระบบภูมิคุ้มกันปิดตัว และเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงกับการหยุดหายใจชั่วคราวขณะห้อยหัวโดยใช้นิ้วเท้าเกี่ยว

ในเดือนมีนาคม 2007 นักชีววิทยาสัตว์ป่าจากออลบานีรัฐนิวยอร์กเดินทางไปทําสํามะโนประชากรค้างคาวในถ้ำทางตะวันตกของเมือง มันเป็นงานประจําปกติ ปกติเสียจน อัล ฮิกส์ (Al Hicks) ที่ปรึกษาของพวกเขาไม่ร่วมเดินทางมาด้วยแต่อยู่ที่ห้องทํางาน ทันทีที่นักชีววิทยากลุ่มนี้ไปถึงถ้ำพวกเขสก็พบว่ามีค้างคาวตายเกลื่อนไปหมดเลย ฮิกส์ ผู้ซึ่งทํางานที่กระทรวงอนุรักษ์ธรรมชาติของรัฐนิวยอร์กจึงสั่งให้พวกเขานําซากศพส่วนหนึ่งกลับมายังห้องทํางาน และขอให้นักชีววิทยาถ่ายภาพค้างคาวเป็นๆที่พวกเขาพบด้วย เมื่อฮิกส์ดูภาพถ่าย เขาเห็นว่าพวกมันดูราวกับถูกจุ่มในแป้งฝุ่นโดยเอาจมูกลงก่อน เขาไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน และเริ่มส่งภาพถ่ายทางอีเมลไปให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านค้างคาวทุกคนที่เขานึกได้ ไม่มีใครเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเช่นกัน คนในวงการเดียวกับฮิกส์ในรัฐอื่นๆทําเป็นเรื่องตลก พวกเขาอยากทราบว่าค้างคาวในนิวยอร์กเสพยาอะไร

เชื้อราสกุลจีโอมายซีส (Geomyces)

white nose syndrome

ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ค้างคาวทั่วนิวยอร์กและนิวอิงแลนด์ตื่นจากจําศีลและออกบิน แป้งฝุ่นปริศนาก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป พวกเขาได้แต่คิดว่ามันจะหายไปเองเหมือนกับรัฐบาลของบุช และก็เหมือนรัฐบาล ของบุชอีกเช่นกัน มันไม่หายไปแต่มันกลับแพร่กระจายไปทั่ว ฤดูหนาวปีถัดมาพวกเขาพบสารสีขาวที่ดูเหมือนแป้งในถ้ำสามสิบสามแห่งในสี่รัฐ ขณะเดียวกันค้างคาวก็ล้มตายต่อไปในแหล่งจําศีลในบางแห่งประชากรค้างคาวลดลงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในถ้ำแห่งหนึ่งที่เวอร์มอนต์ หลายพันศพหล่นจากเพดานลงมากองบนพื้นราวกับกองหิมะ ค้างคาวยังคงล้มตายในฤดูหนาวปีถัดมาแพร่ไปอีกห้ารัฐ และเพิ่มขึ้นอีกสามรัฐเมื่อถึงฤดูหนาวปีต่อมา แม้ว่าหลายแห่งแทบไม่มีค้างคาวเหลือ แต่มันก็ยังดําเนินมาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้เราทราบแล้วว่าแป้งที่ว่านี้นคือเชื้อราที่ชอบความหนาวหรือไซโครไฟล์ (psychrophile) ซึ่งถูกนําเข้ามายังสหรัฐอเมริกาโดยบังเอิญ คาดว่าอาจมาจากยุโรป เชื้อราชนิดที่อยู่ในสกุลจีโอมายซีส (Geomyces) นี้ยังไม่มีชื่อ ผลกระทบต่อค้างคาวทําให้มันได้ชื่อว่า Geomyces destructans

ทฤษฎีการปรับตัวสืบทอดของดาร์วิน

Rhea

หากปราศจากความช่วยเหลือของมนุษย์ การเดินทางระยะไกลสําหรับสายพันธุ์ส่วนใหญ่คงเป็นเรื่องยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ ข้อเท็จจริงนี้เป็นหลักสําคัญสําหรับดาร์วิน ทฤษฎีการปรับตัวสืบทอด (descent with modification) ของเขากําหนดว่าแต่ละสายพันธุ์ต้องเกิดจากต้นกําเนิดเดียว หากจะแพร่กระจายจากจุดนั้นมันต้องเลื้อย ว่ายน้ำ วิ่ง คลาน หรือโปรยเมล็ดตามสายลม ดาร์วินคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปมากพอ แม้แต่สิ่งมีชีวิตชั้นสองเช่นเชื้อราก็สามารถแพร่พันธ์ได้ทั่ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือข้อจํากัดของการแพร่พันธุ์ มันอธิบายความอุดมของสิ่งมีชีวิตและในขณะเดียวกันก็อธิบายแบบแผนที่สังเกตเห็นได้ท่ามกลางความหลากหลาย แม้ดาร์วินจะกล่าวไว้ว่าบริเวณกว้างขวางในอเมริกาใต้ แอฟริกา และออสเตรเลีย “คล้ายกันทั้งหมด” ในด้านสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ แต่เครื่องกั้นขวางอย่างมหาสมุทรช่วยอธิบายว่าเหตุใดดินแดนเหล่านั้นจึงมีพรรณพืชและพรรณสัตว์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตในแต่ละทวีปล้วนมีวิวัฒนาการต่างกัน และด้วยวิธีนี้การแยกห่างทางกายภาพได้แปรเปลี่ยนเป็นความแตกต่างด้านชีวภาพเช่นเดียวกัน ผืนดินที่กั้นขวางก็ช่วยอธิบายว่าทําไมปลาในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกจึงแตกต่างจากปลาในทะเลแคริบเบียนทางตะวันตก ตามคํากล่าวของดาร์วิน ทั้งสองกลุ่มนี้ “แยกออกจากกันโดยคอคอดปานามาซึ่งมีลักษณะแคบจนพวกมันก็ไม่สามารถผ่านไปได้” ในระดับท้องถิ่นที่เล็กลงมา สายพันธุ์ที่พบฟากหนึ่งของเทือกเขาหรือแม่น้ำสายหลักมักต่างจากสายพันธุ์ที่พบอีกฟากหนึ่ง แม้ว่าพวกมันมักเกี่ยวดองกันอย่างมีนัยสําคัญ ยกตัวอย่างเช่น ดาร์วินกล่าวไว้ว่า “ที่ราบใกล้ช่องแคบมาเจลลันเป็นที่อยู่อาศัยของนกเรีย (Rhea) สายพันธุ์หนึ่ง และทางเหนือของที่ราบลาพลาตาเป็นที่อยู่อาศัยของอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มาจากสกุลเดียวกัน ไม่ใช่นกกระจอกเทศแท้หรือนกอีมูที่พบในแอฟริกาหรือออสเตรเลีย”

ดาร์วินยังสนใจข้อจํากัดของการแพร่กระจายในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นแง่มุมที่อธิบายยากกว่า เขาได้เห็นด้วยตาของตนเองว่าแม้กระทั่งหมู่เกาะภูเขาไฟที่อยู่ห่างไกลเช่นหมู่เกาะกาลาปากอสยังอุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิต ความจริงหมู่เกาะนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตน่าทึ่งที่สุดในโลกหลายชนิด ถ้าทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาถูกต้อง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต้องเป็นทายาทของผู้ถือครองอาณานิคม แต่ผู้ครองอาณานิคมดั้งเดิมมาถึงหมู่เกาะได้อย่างไร ในกรณีของกาลาปากอส น่านน้ำเปิด 500 ไมล์ กั้นหมู่เกาะจากชายฝั่งของอเมริกาใต้ ดาร์วินคิดไม่ตกกับปัญหานี้จนเขาใช้เวลากว่าหนึ่งปีพยายามที่จะจําลองเงื่อนไขของการข้ามมหาสมุทร ในสวนที่บ้านของเขาในเคนต์ เขารวบรวมเมล็ดพืชและนําไปแช่แทงก์น้ำเกลือทุกๆสองสามวันเขาตกเมล็ดจํานวนหนึ่งขึ้นมาและนําใบเป็นงานที่กินเวลามาก เนื่องจากสาเหตุที่เขาเขียนเล่าให้เพื่อนคนหนึ่ง ดาร์วินพบว่าต้องเปลี่ยนน้ำทุกๆสองวันเพราะมันเหม็นมาก  แต่เขาคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้ทําให้เกิดความหวัง เมล็ดข้าวบาร์เลย์งอกหลังจากแช่น้ำตลอดสัปดาห์ เมล็ดเครสงอกหลังหกสัปดาห์แม้ว่าเมล็ดจะ “มีเมือกมากจนน่าประหลาดใจ” ถ้ากระแสน้ำในมหาสมุทรไหลด้วยอัตราประมาณหนึ่งไมล์ เมื่อเวลาผ่านไปหกสัปดาห์ เมล็ดพืชอาจถูกพัดไปไกลกว่าพันไมล์ แล้วสัตว์เล่า? คราวนี้วิธีการของดาร์วินแปลกพิสดารขึ้นไปอีก เขาตัดเท้าเป็ดคู่หนึ่งแล้วห้อยในแทงก์ที่เต็มไปด้วยลูกหอยทาก หลังจากแช่เท้าเป็ดไว้สักครู่ เขายกมันออกมาและให้ลูกๆของเขานับว่ามีลูกหอยทากติดขึ้นมากี่ตัว ดาร์วินพบว่าหอยตัวน้อยๆสามารถมีชีวิตพ้นน้ำได้ถึง 24 ชั่วโมง และเขาคํานวณว่าภายในระยะเวลานี้ เป็ดที่มีเท้าติดอยู่อาจเดินทางได้ 600-700 ไมล์ เขาตั้งข้อสังเกตว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญที่เกาะที่อยู่ห่างไกลหลายแห่งไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมท้องถิ่น ยกเว้นค้างคาวซึ่งบินได้

แนวคิดของดาร์วินเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “การกระจายตัวตามเขตภูมิศาสตร์” (Geographical distribution) มีนัยสําคัญลึกซึ้ง และหลายข้อไม่เป็นที่ตระหนักจนกระทั่งล่วงไปหลายทศวรรษหลังจากเขาเสียชีวิตช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นักบรรพชีวินวิทยาเริ่มบันทึกความสอดคล้องแปลกๆ หลายประการซึ่งปรากฏในฟอสซิลที่รวบรวมได้จากทวีปต่างๆ ตัวอย่างเช่น มีโซซอรัส (Mesosaurus) เป็นสัตว์เลื้อยคลานผอมแห้ง ฟันห่าง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคเพอร์เมียน ซากกระดูกของมีโซซอรัส พบทั้งในแอฟริกาและอเมริกาใต้ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร

คอนเบลินโบราณ (Glossopteris) เป็นเฟิร์นรูปลิ้นซึ่งมาจากยุคเพอร์เมียน เช่นกัน พบฟอสซิลของมันในแอฟริกา อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย มันยากที่จะจินตนาการว่าสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่หรือพืชสามารถข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้อย่างไร จึงเริ่มมีคนอ้างถึงสะพานเชื่อมยาวหลายพันไมล์

ไม่มีใครทราบว่าเหตุใดสะพานข้ามมหาสมุทรเหล่านี้จึงหายไปและหายไปไหน พวกมันอาจจมลงไปใต้คลื่น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อัลเฟรด เวเกเนอร์ (Alfred Wegener) นักอุตุนิยมวิทยาชาวเยอรมันเสนอ ความคิดที่ดีกว่า “ทวีปต่างๆต้องขยับเคลื่อน” เขาเขียน “อเมริกาใต้ต้องเคยอยู่ข้าง แอฟริกาและเป็นผืนดินเดียวกัน ทั้งสองส่วนคงแยกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงเวลาหลายล้านปีที่ผ่านมาเหมือนกับก้อนน้ำแข็งที่แตกออกจากแผ่นน้ำแข็งในน้ำ” เวเกเนอร์ตั้งสมมติฐานว่าครั้งหนึ่งทวีปในปัจจุบันทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งมหาทวีปขนาดยักษ์ชื่อแพนเจีย ทฤษฎี “ทวีปเคลื่อน” ของเวเกเนอร์ซึ่งถูกเย้ยหยันในช่วงชีวิตของเขาได้รับการพิสูจน์เมื่อค้นพบทฤษฎีการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกหรือเพลต เทกโทนิกส์ (plate tectonics)

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของสมัยแอนโธรโพซีนคือมันสร้างความสับสนให้กับหลักการกระจายตัวตามเขตภูมิศาสตร์ กล่าวคือทลายแนวคิดเรื่องความห่างไกลแม้กับหมู่เกาะที่อยู่ห่างไกลที่สุด กระบวนการผสมปนเประหว่างพรรณพืชกับพรรณสัตว์ของโลกใหม่ซึ่งเริ่มอย่างช้าๆตามเส้นทาง อพยพของมนุษย์ในตอนต้นเพิ่มความเร็วขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงจุดที่หลายพื้นที่บนโลกมีพืชต่างถิ่นมากกว่าพืชพื้นเมือง คาดว่าในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง สายพันธุ์ต่างๆกว่าหมื่นสายพันธุ์แค่เพียงที่อยู่ในน้ำอับเฉาเรือกําลังเคลื่อนย้ายไปรอบโลก ดังนั้นเรือบรรทุกขนาดยักษ์เพียงลําเดียว (หรือเครื่องบินเจ็ตโดยสารลําเดียว) ก็สามารถย้อนรอยการแบ่งแยกตามเขตภูมิศาสตร์ซึ่งดําเนินมาหลายล้านปี แอนโธนี ริกชิอาร์ดี (Anthony Ricciardi) ผู้เชี่ยวชาญด้านสายพันธุ์ต่างถิ่นจาก มหาวิทยาลัยแม็กกิลเรียกการสลับสับเปลี่ยนชีวชาติบนโลกในปัจจุบันในประวัติศาสตร์โลกว่า “เหตุการณ์การบุกรุกครั้งใหญ่” เขาเขียนว่ามัน “ไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

สิ่งที่รู้จักในนาม โรคจมูกขาว (white-nose Syndrome) ได้แพร่ไปไกลถึงเวสต์เวอร์จิเนีย และคร่าชีวิตค้างคาวประมาณหนึ่งล้านตัวแล้ว โรคจมูกขาวไม่ได้จํากัดอยู่เฉพาะจมูกค้างคาวดังชื่อ บางคนพบค้างคาวที่มีจุดเชื้อราบนปีกและหู จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าเชื้อรา Geomyces destructans ฆ่าค้างคาวได้อย่างไร ที่รู้คือค้างคาวซึ่งเป็นโรคจมูกขาวมักตื่นจากจําศีลและบินว่อนในตอนกลางวัน มีการตั้งข้อสมมติฐานว่าเชื้อราซึ่งกินผิวหนังของค้างคาวทําให้พวกมันระคายผิวจนต้องตื่น พวกมันเลยต้องใช้ไขมันที่กักเก็บไว้สําหรับตลอดหน้าหนาวจนหมด พวกมันหิวจนเกือบตายจึงบินออกไปหาแมลงซึ่งแน่นอนว่าหาไม่ได้ในช่วงนั้นของปี นอกจากนี้ยังมีคนเสนอความเห็นว่าเชื้อราส่งผลให้ค้างคาวสูญเสียความชุ่มชื้นผ่านผิวหนัง ทําให้พวกมันขาดน้ำและกระตุ้นให้พวกมันตื่นเพื่อออกหาน้ำ พวกมันใช้พลังงานสะสมที่จําเป็นยิ่งจนผอมแห้งและตายในที่สุด

การเคลื่อนย้ายสายพันธุ์รอบโลกบางครั้งถูกเปรียบกับการเล่นรัสเซียนรูเล็ตต์ซึ่งมีเดิมพันสูง เช่นเดียวกับเกมดังกล่าวเมื่อสิ่งมีชีวิตใหม่ปรากฏตัว อาจเกิดความเป็นไปได้สองกรณีที่แตกต่างกันมาก กรณีแรกซึ่งอาจเรียกได้ว่ารังเพลิงไร้กระสุนคือไม่เกิดอะไรขึ้น อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสมหรือเพราะสิ่งมีชีวิตไม่สามารถหาอาหารได้เพียงพอ หรือเพราะมันถูกกิน หรือด้วยเหตุผลอีกหลากหลายที่เป็นไปได้ ผู้มาใหม่ไม่รอดชีวิต (หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถแพร่พันธุ์) การย้ายเข้าสู่ถิ่นใหม่ที่อาจเกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้รับการบันทึกซึ่งความจริงคือไม่ได้รับการสังเกต ดังนั้นจึงยากที่จะหาตัวเลขแน่ชัดแต่เกือบแน่นอนว่าสายพันธุ์ที่น่าจะเป็นผู้บุกรุกส่วนใหญ่ไม่สามารถอยู่รอดได้ กรณีที่สองไม่เพียงแต่สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นอยู่รอดแต่มันยังให้กําเนิดรุ่นใหม่ซึ่งอยู่รอดมาได้และให้กําเนิดรุ่นใหม่ต่ออีก สิ่งนี้เรียกว่า “การตั้งหลักแหล่ง” เช่นเดียวกับกรณีแรก เราไม่ สามารถบอกได้ว่ามันเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด สายพันธุ์ที่ตั้งหลักแหล่งหลายสายพันธุ์อาจจํากัดอยู่เฉพาะจุดที่มันย้ายมาหรือพวกมันอาจไม่มีพิษ มีภัยจนไม่มีใครสังเกตเห็น ทว่า (กลับไปเปรียบเทียบกับเกมรัสเซียนรูเล็ตต์) มีจํานวนหนึ่งทําขั้นที่สามในกระบวนการรุกรานสําเร็จ นั่นคือ “แพร่กระจาย” ในปี 1916 พบด้วงแปลกนับสิบตัวในเรือนเพาะใกล้ริเวอร์ตันในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อถึงปีถัดมาแมลงที่ตอนนี้รู้จักในชื่อ Popilia japonica หรือรู้จักทั่วไปในนามด้วงญี่ปุ่น (Japanese beetle) ได้แพร่กระจายไปทุกทิศทุกทางและพบได้ในบริเวณมากกว่า 3 ตารางไมล์ ปีต่อมา ตัวเลขกระโดดขึ้นเป็น 7 ตารางไมล์ และปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 48 ตารางไมล์ ด้วงขยายอาณาเขตต่อไปด้วยอัตราเรขาคณิต แต่ละปีแผ่ออกไปเป็นวงใหม่ที่มีจุดศูนย์กลางเดียวกัน และภายในสองทศวรรษพบตัวมันได้ตั้งแต่ในคอนเนตทิคัตถึงแมริแลนด์ (นับจากนั้นมามันแพร่ไปไกลจนถึงแอละแบมาทางใต้และมอนแทนาทางตะวันตก) รอย ฟาน ดรีเช (Roy van Driesche) ผู้เชี่ยวชาญด้านสายพันธุ์รุกรานจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตสคะเนว่าทุกๆ 100 สายพันธ์ที่ย้ายเข้าสู่ถิ่นใหม่ ประมาณ 5-15 สายพันธุ์จะตั้ง หลักแหล่งได้สําเร็จ ในจํานวน 5-15 นี้ หนึ่งสายพันธุ์จะกลายเป็น “ลูกกระสุนในรังเพลิง”

สนับสนุนโดย ufabet