การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 3

มาสโตดอนอเมริกา

(อ่าน การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 4) เมื่อถึงปี 1800 หรือสี่ปีหลังจากเผยแพร่บทความเรื่องช้างชิ้นนั้น สวนสัตว์ฟอสซิลของกูวีเยขยายใหญ่ขึ้น มีสัตว์ 23 สายพันธุ์ที่เขาเชื่อว่าสูญพันธุ์ ซึ่งรวมถึงฮิปโปแคระ (pygmy hippopotamus) ที่กูวีเยพบซากในห้องเก็บของที่พิพิธภัณฑ์ปารีส กวางเอลก์ที่มีเขาขนาดมหึมาซึ่งพบกระดูกของมันในไอร์แลนด์ และหมีตัวใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันรู้ว่าเป็นหมีถ้ำ

ณ จุดนี้ สัตว์มงมาร์ตถูกแบ่งหรือขยายออกเป็นสายพันธุ์ที่ต่างกันหกสายพันธุ์ (แม้กระทั่งในปัจจุบัน เรารู้เกี่ยวกับสายพันธุ์เหล่านี้น้อยมากรู้เพียงว่ามันมีกีบเท้าและมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 30 ล้านปีก่อน) “หากเราหาสายพันธุ์ที่สูญไปแล้วได้มากมายเพียงนี้ในเวลาอันสั้น แล้วจะมีอีกกี่สายพันธุ์ที่น่าจะยังดํารงอยู่ลึกลงไปใต้โลกใบนี้?” กูวีเยตั้งคำถาม

การค้นพบการสูญพันธุ์

Homo diluvii testis

กูวีเยมีเสน่ห์ของนักแสดง เขารู้วิธีเรียกความสนใจมานานก่อนที่พิพิธภัณฑ์จะจ้างเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์มืออาชีพ ครั้งหนึ่ง มีคนพบฟอสซิลของสัตว์ขนาดเท่ากระต่ายในเหมืองยิปซัมที่ปารีส มันมีลําตัวแคบ และหัวออกสี่เหลี่ยม กูวีเยสรุปจากรูปร่างของฟันว่าฟอสซิลนี้เป็นของ มาร์ซูเพียล (marsupial) หรือสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง มันเป็นการกล่าวอ้างอันอาจหาญเนื่องจากตอนนั้นไม่มีใครรู้จักมาร์ชูเพียล และเพื่อเพิ่มความตื่นเต้น กูวีเยประกาศว่าจะให้ตรวจต่อหน้าสาธารณะ มาร์ซูเพียลมีกระดูกที่โดดเด่นคู่หนึ่ง ปัจจุบันเรียกว่า epipubic bones ซึ่งยื่นต่อมาจากกระดูกเชิงกราน

แม้ว่ามองไม่เห็นกระดกคู่นี้ในฟอสซิลที่ส่งมอบให้เขา กูวีเยทํานายว่าหากเขาขูดบริเวณนั้นจะเห็นกระดูกที่หายไป เขาเชิญนักวิทยาศาสตร์ชั้นนําของปารีสให้มาชุมนุมและดูเขาเลาะฟอสซิลด้วยเข็มขนาดเล็ก แล้วกระดูกก็ปรากฏ (รูปพิมพ์ของฟอสซิลมาร์ซูเพียลอยู่ที่หอจัดแสดงบรรพชีวินวิทยาในปารีส แต่ฟอสซิลของจริงมีค่าเกินกว่าจะนํามาจัดแสดงจึงเก็บรักษาไว้ในห้อง พิเศษ) 

กูวีเยจัดศิลปะการแสดงบรรพชีวินวิทยาที่คล้ายคลึงกันในช่วงที่ไปเนเธอร์แลนด์ในพิพิธภัณฑ์เมืองฮาร์เลม เขาศึกษาตัวอย่างที่มีกะโหลกขนาดใหญ่ทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวต่อจากลํากระดูกสันหลัง ฟอสซิลยาวสามฟุตนี้ถูกค้นพบเกือบหนึ่งศตวรรษก่อนหน้านี้ และออกจะแปลกที่มีการจําแนกว่านี่คือกระดูกของมนุษย์เมื่อดูจากรูปทรงศีรษะ (มันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ด้วยว่า Homo diluvii testis หรือ “คนที่เห็นน้ำท่วมครั้งใหญ่”) เพื่อล้มล้างการจําแนกประเภทเช่นนี้ ก่อนอื่นกูวีเยก็ไปหาโครงกระดูกซาลาแมนเดอร์ธรรมดา

และเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้อํานวยการพิพิธภัณฑ์ฮาร์เลม เขาเริ่มกะเทาะหินรอบกระดูกสันหลังของ “คนที่เห็นน้ำท่วม” เมื่อเขาเปิดขาหน้าของสัตว์ในฟอสซิล มันเหมือนกับที่เขาได้ทํานายไว้กล่าวคือรูปร่างเหมือนขาหน้าของซาลาแมนเดอร์ สัตว์ดังกล่าวไม่ใช่มนุษย์สมัยก่อนน้ำท่วมโลก แต่เป็นอะไรที่แปลกกว่านั้น มันคือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดยักษ์ 

ยิ่งกูวีเยพบสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์มากขึ้น ธรรมชาติของสัตว์ก็ยิ่งเปลี่ยนไป หมีถ้ำ สล็อทยักษ์ หรือแม้แต่ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ ทั้งหมดมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับสายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ฟอสซิลแปลกประหลาดที่พบในชั้นหินปูนในบาวาเรียเล่า? กูวีเยได้รับภาพพิมพ์ลายแกะสลักของฟอสซิลจากคนที่เขาติดต่อด้วยคนหนึ่งมันแสดงให้เห็นกองกระดูกซับซ้อน มีส่วนที่ดูเหมือนแขนยาวประหลาด นิ้วผอมเรียวและจะงอยปากเรียว

นักธรรมชาติวิทยาคนแรกที่ศึกษาคาดว่าเป็นฟอสซิลของสัตว์ทะเลซึ่งใช้แขนยื่นยาวแทนพาย จากหลักฐานภาพพิมพ์นี้ กูวีเยให้ข้อสรุปอันน่าประหลาดใจว่ามันเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่บินได้ เขาเรียกมันว่า เทอโรแด็กทิล (tero-dactyl) ซึ่งแปลว่า “นิ้วติดปีก”

การค้นพบการสูญพันธุ์ หรือ “โลกที่ดํารงอยู่ก่อนหน้าโลกของเรา” ของกูวีเยเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ ข่าวนี้แพร่กระจายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อคนงานในไร่ในเมืองนิวเบิร์ก รัฐนิวยอร์ก ขุดพบโครงกระดูกขนาดยักษ์ที่เกือบสมบูรณ์ ผู้คนตระหนักว่าเป็นการค้นพบที่มีนัยสําคัญมหาศาล โธมัส เจฟเฟอร์สัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองประธานาธิบดี พยายามหลายครั้งที่จะครอบครองกระดูกเหล่านั้น เขาทําไม่สําเร็จ แต่เพื่อนของเขาที่ดื้อรั้นกว่า คือศิลปินชื่อ ชาร์ลส์ วิลล์สัน พีล (Charles Wilson Peale) ผู้ที่เพิ่งก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งแรกของประเทศในฟิลาเดลเฟีย ทําสําเร็จ

บางทีพีลอาจเป็นนักแสดงที่มีฝีมือยิ่งกว่ากูวีเย เขาใช้เวลาหลายเดือนประกอบกระดูกที่ได้มาจากนิวเบิร์กเข้าด้วยกัน และทําส่วนที่หายไปด้วยไม้หรือกระดาษอัด เขาแสดงโครงกระดูกต่อสาธารณะในวันก่อนวันคริสต์มาสปี 1801 เพื่อประชาสัมพันธ์นิทรรศการ พีลให้คนรับใช้ผิวดําชื่อ โมเซส วิลเลียมส์ (Moses Williams) สวมเครื่องประดับศีรษะแบบอินเดียนและขี่ม้าขาวไปทั่วถนนของฟิลาเดลเฟีย สัตว์ประกอบใหม่ตัวนี้สูงสิบเอ็ดฟุตเมื่อวัดจากพื้นถึงไหล่ และยาวสิบเจ็ดฟุตจากงาถึงหาง ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่เกินจริง ผู้เข้าชมเสียค่าเข้าชมห้าสิบเซ็นต์ ซึ่งเป็นเงินจํานวนมากโขในสมัยนั้น สัตว์ตัวนี้คือมาสโตดอนอเมริกา ซึ่งตอนนั้นยังไร้ชื่อที่เห็นพ้องต้องกันและถูกเรียกขานต่างๆนานา เช่น สัตว์ไม่ทราบชื่อ สัตว์โอไฮโอ หรือชื่อที่ทําให้สับสนที่สุดคือ แมมมอธ มันเป็นสิ่งจัดแสดงที่ดังระเบิดชิ้นแรกของโลกและสร้างกระแส “แมมมอธฟีเวอร์” เมืองเชชเชอร์ในรัฐแมสซาชูเซตส์ผลิต “ชีสแมมมอธ” หนัก 1,230 ปอนด์ ร้านขนมปังในฟิลาเดลเฟียอบ “ขนมปังแมมมอธ” และหนังสือพิมพ์รายงานข่าวเรื่อง “หัวผักกาดแมมมอธ” “ต้นพีชแมมมอธ” และ “ผู้กินแมมมอธ” ซึ่ง “เขมือบไข่ 42 ฟองภายในสิบนาที” พีลยังประกอบมาสโตดอนตัวที่สองจากกระดูกซึ่งพบเพิ่มในนิวเบิร์กและเมืองใกล้ๆในหุบเขาฮัดสัน หลังจากรับประทานอาหารค่ำเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นใต้กระดูกซี่โครงขนาดมหึมาของสัตว์ตัวนั้น เขาส่งโครงกระดูกโครงที่สองไปยังยุโรปพร้อมกับบุตรชายสองคน โครงกระดูกจัดแสดงในลอนดอนหลายเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกๆของพีลตัดสินใจว่างาของสัตว์ตัวนี้ต้องชี้ลงเหมือนเขี้ยวของวอลรัส พวกเขาวางแผนที่จะนําโครงกระดูกไปยังปารีสและขายให้กูวีเย แต่ขณะที่พวกเขายังอยู่ในลอนดอน เกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ซึ่งทําให้ การเดินทางระหว่างสองประเทศเป็นไปไม่ได้

ในที่สุด กูวีเยก็ให้ชื่อว่า มาสโตดอน (mastodonte) ในบทความที่ตีพิมพ์ในปารีสเมื่อปี 1806 ชื่ออันแปลกประหลาดนี้มาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่า “ฟันเต้านม” เพราะส่วนที่ยื่นเป็นตะปุ่มตะป่ำบนฟันกรามของสัตว์ทําให้เขานึกถึงหัวนม (ถึงตอนนี้ สัตว์ตัวนี้ได้รับชื่อทางวิทยาศาสตร์จากนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน โชคร้ายที่ชื่อ Mammut americanum ทําให้ความสับสนระหว่างมาสโตดอนกับแมมมอธยังดํารงอยู่)

แม้ว่าความบาดหมางระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสยังคงดําเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่กูวีเยสามารถหาภาพวาดแสดงรายละเอียดของโครงกระดูกที่บุตรชายของพีลนํามาลอนดอน ภาพวาดเหล่านี้ทําให้เขาเห็นภาพกายวิภาคของสัตว์ได้ชัดเจนขึ้น เขาตระหนักว่ามาสโตดอนห่างไกลจากช้างสมัยใหม่มากกว่าแมมมอธ จึงตั้งสกุลให้ใหม่ (ปัจจุบันมาสโตดอนนั้นไม่เพียงมีสกุลของตนเอง แต่ยังมีวงศ์อีกด้วย) นอกจากมาสโตดอนอเมริกาแล้ว กูวีเยยังได้จําแนกมาสโตดอนอีกสี่สายพันธุ์ “ทั้งหมดแปลกเท่าเทียมกันในโลกปัจจุบัน” พีลไม่ทราบชื่อใหม่ที่กูวีเยตั้งจนกระทั่งปี 1809 และเมื่อทราบ เขาคว้าโอกาสทันที เขาเขียนจดหมายถึงเจฟเฟอร์สันเพื่อเสนอให้จัด “พิธีตั้งชื่อ” ให้โครงกระดูกมาสโตดอนในพิพิธภัณฑ์ฟิลาเดลเฟีย เจฟเฟอร์สันไม่ใส่ใจชื่อที่กูวีเยตั้ง มัน “ก็ดีเหมือนชื่ออื่น ๆ” เขาเชิดใส่ และไม่ลดเกียรติมาสนใจความคิดเรื่องพิธีตั้งชื่อ

ในปี 1812 กูวีเยตีพิมพ์ประมวลผลงานของเขาเกี่ยวกับสัตว์ฟอสซิล 4 เล่ม เรื่องการศึกษาฟอสซิลกระดูกสัตว์สี่เท้า (Recherches sur les ossemens fossiles de quadrupedes) ก่อนที่เขาจะเริ่ม “การค้นคว้า” มีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่สูญพันธุ์เพียงศูนย์หรือหนึ่งสายพันธุ์ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนนับ แต่ด้วยความพากเพียรของเขา ตอนนี้มีอยู่ 49 สายพันธุ์ ชื่อเสียงของกูวีเยเพิ่มขึ้นพร้อมกับรายชื่อสัตว์ของเขา มีนักธรรมชาติวิทยาไม่กี่คนที่กล้าเผยแพร่ผลการศึกษาของพวกเขาจนกว่า กูวีเยจะตรวจสอบ “กูวีเยเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษของเรา ใช่หรือไม่?” ออนอเรเดอ บัลซัก (Honoré de Balzac) ถาม “นักธรรมชาติวิทยาผู้เป็นอมตะของเราสร้างสารพัดโลกใหม่จากกระดูกขาว สร้างเมืองจากฟันราวกับแคดมัส” กูวีเยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากนโปเลียน และเมื่อสงครามนโปเลียนสงบลง เขาได้รับเชิญไปยังสหราชอาณาจักร และได้ปรากฏตัวในราชสํานัก คนอังกฤษกระหายพร้อมรับโครงการของกูวีเย ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 การสะสมฟอสซิลเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงมากเสียจนเกิดอาชีพใหม่ขึ้น “นักฟอสซิล” คือคนที่ประกอบอาชีพไล่ล่าฟอสซิลเพื่อลูกค้าที่ร่ำรวย ในปีเดียวกับที่กูวีเยตีพิมพ์ผลการศึกษารวมเล่มของเขา นักฟอสซิลสาวคนหนึ่งชื่อ แมรี แอนนิ่ง (Mary Anning) พบตัวอย่างที่ค่อนข้างแปลก นั่นคือกะโหลกของสัตว์ที่พบในหน้าผาหินปูนของดอร์เซ็ตซึ่งยาวเกือบสี่ฟุต และมีกรามรูปร่างคล้ายคีมปากแหลม เบ้าตาโตอย่างน่าประหลาดห่อหุ้มด้วยแผ่นกระดูก สุดท้ายฟอสซิลนี้มาลงเอยที่ลอนดอนในหอแสดงอียิปต์ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวเช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ของพีล โดยจัดแสดงในหมวดปลาจากนั้นก็ย้ายไปอยู่วงศ์เดียวกับตุ่นปากเป็ด (platypus) ก่อนที่จะตระหนักว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดใหม่ชื่ออิกธิโอซอร์ (Ichthyosaur) หรือ “กิ้งก่าปลา” สองสามปีต่อมา ตัวอย่างอื่นที่แอนนิ่งสะสมคือชิ้นส่วน ของสัตว์อีกตัวซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกยิ่งขึ้นไปอีก ชื่อว่าเพลสิโอซอร์ (plesiosaur) หรือ “กึ่งกิ้งก่า” ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาคนแรกของออกซฟอร์ด สาธุคุณวิลเลียม บักแลนด์ (William Buckland) บรรยายเพลสิโอซอร์ว่ามี “หัวเหมือนกิ้งก่า” ต่อกับคอ “ที่เหมือนลําตัวของงู” และ “ซี่โครงเหมือนกิ้งก่าคามีเลียน และครีบเหมือนวาฬ” เมื่อกูวีเยทราบข่าว เขาคิดว่าคําเล่าขานเรื่องเพลสิโอซอร์เหลือเชื่อจนชวนกังขาว่าตัวอย่างถูกปลอมแปลงหรือไม่ เมื่อแอนนิ่งพบอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นฟอสซิลของเพลสิโอซอร์ที่เกือบสมบูรณ์ เขาก็ได้รับรายงานการค้นพบอีกครั้งทันที ซึ่งเขาต้องยอมรับว่าตัวเองผิดพลาด เขาเขียนถึงสายข่าวชาวอังกฤษคนหนึ่งว่า “เราคิดไม่ถึงว่าจะมีสัตว์ที่คล้ายอสุรกายมากกว่านี้ปรากฏตัวออกมา” ระหว่างกูวีเยเยือนอังกฤษ เขาเดินทางไปออกซฟอร์ด ขณะอยู่ที่นั่น บักแลนด์ให้เขาดูฟอสซิลแปลกประหลาดอีกชิ้นหนึ่งคือกรามขนาดใหญ่ มีฟันมนยื่นออกมาราวกับดาบอาหรับ กูวีเยระบุว่า สัตว์นี้เป็นกิ้งก่าเช่นกัน สองสามทศวรรษต่อมา กรามนี้ได้รับการจําแนกว่าเป็นของไดโนเสาร์

เวลานั้นการศึกษาลําดับชั้นหินยังอยู่ในวัยเยาว์ แต่เป็นที่เข้าใจกันแล้วว่าชั้นหินที่ต่างกันเกิดขึ้นในยุคที่ต่างกัน เพลสิโอซอร์ อิกธิโอซอร์ และไดโนเสาร์ที่ยังไม่ได้รับการขนานนามต่างถูกพบในสิ่งทับถมในชั้นหินปูน ซึ่งสมัยนั้นอ้างว่าเกี่ยวพันกับยุคที่สอง (Secondary) ที่ปัจจุบันรู้จักในชื่อมหายุคเมโสโซอิก (Mesozoic) เทอโรแด็กทิลและสัตว์จากมาสทริชท์เองก็เช่นกัน

รูปแบบนี้ทําให้กูวีเยเกิดความเข้าใจถ่องแท้อย่างน่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต กล่าวคือ มันมีทิศทาง สายพันธุ์ที่หายไปซึ่งพบซากใกล้ผิวโลก เช่น มาสโตดอน และหมีถ้ำ อยู่ในอันดับของสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หากขุดลึกลงไปอีกจะพบสัตว์อย่างสัตว์จากมงมาร์ตซึ่งไม่มีสัตว์สมัยใหม่ตัวใดเหมือน ขุดต่อไปอีกจะพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดหายสาบสูญไปจากบันทึกฟอสซิล

ในที่สุดเราจะไปถึงโลกที่ไม่เพียงแต่ดํารงอยู่ก่อนโลกของเรา แต่เป็นโลกที่ดํารงอยู่ก่อนหน้านั้นที่มีสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์เป็นผู้ปกครอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet