การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 2

Mammut americanum

(อ่าน การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 3ในปี 1781 โธมัส เจฟเฟอร์สัน ถูกดึงเข้าร่วมวงโต้แย้ง ในบันทึกเกี่ยวกับรัฐเวอร์จิเนีย (Notes on the State of Virginia) ซึ่งเขียนขึ้นหลังจากที่เขาพ้นตําแหน่งผู้ว่าราชการรัฐได้ไม่นาน เจฟเฟอร์สัน จินตนาการสัตว์ไม่ทราบชื่อในแบบของเขาเอง เขายืนยันเช่นเดียวกับบูฟงว่าสัตว์ดังกล่าวเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหมด “ปริมาตรใหญ่กว่าช้างห้าหรือหกเท่า” (ข้อนี้ล้มล้างทฤษฎีซึ่งแพร่หลายในยุโรปขณะนั้นว่าสรรพสัตว์ในโลกใหม่มีขนาดเล็กกว่าและ “เสื่อมทราม” กว่าสัตว์ในโลกเก่า) เจฟเฟอร์สันเห็นพ้องกับฮันเตอร์ว่าสัตว์ดังกล่าวน่าจะเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่เขาคิดว่ามันยังมีตัวตนอยู่ หากหาตัวมันไม่พบในรัฐเวอร์จิเนีย มันก็คงร่อนเร่อยู่ในพื้นที่ของทวีปซึ่ง “ยังอยู่ในสภาพดั้งเดิมโดยไม่เคยมีใครบุกเบิกและรุกราน” เมื่อได้ดํารงตําแหน่งประธานาธิบดี เขาส่ง เมอริเวเธอร์ ลิวอิส (Meriwether Lewis) และ วิลเลียม คลาร์ก (William Clark) ไปดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ โดยหวังว่าจะพบสัตว์ไม่ทราบชื่อเร่ร่อนอยู่ในป่าแถบนั้น “เศรษฐศาสตร์แห่งธรรมชาติเป็นเช่นนี้” เขาเขียน “ไม่มีสิ่งใดที่เกิดจากธรรมชาติจะปล่อยให้สัตว์สายพันธุ์ใดก็ตามสูญพันธุ์ไป เป็นไปไม่ได้ที่ห่วงโซ่ในผลงานอันประเสริฐของธรรมชาติจะอ่อนแอจนแตกสลายลง”

เฟรเดริก กูวีเย นักธรรมชาติวิทยากับความพยายามศึกษาฟันกรามมาสโตดอนอเมริกา

ฟันกรามมาสโตดอนอเมริกา

กูวีเยเดินทางถึงปารีสต้นปี 1795 เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษหลังจากที่ซากสัตว์จากหุบเขาโอไฮโอมาถึงเมือง เขาอายุ 25 ปี เติบโตขึ้นในเมืองเล็กๆใกล้ชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และมีคนรู้จักในเมืองหลวงเพียงไม่กี่คน อย่างไรก็ดี เขาได้งานที่ทรงเกียรติ เนื่องมาจากระบบราชาธิปไตยแบบเก่าสิ้นสุดลง และอีกสาเหตุหนึ่งมาจากความมั่นใจของเขา เพื่อนร่วมงานที่อาวุโสกว่าคนหนึ่งเล่าว่าจู่ๆ เขาก็โผล่มาในปารีส “ราวกับเห็ด” กูวีเยทํางานที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในปารีส ซึ่งถือ เป็นทายาทในยุคประชาธิปไตยที่สืบทอดมาจากคลังสะสมของกษัตริย์ หน้าที่อย่างเป็นทางการของเขาคืองานสอน แต่ในเวลาว่าง เขาศึกษาค้นคว้าของสะสมในพิพิธภัณฑ์ เขาใช้เวลาหลายต่อหลายชั่วโมงศึกษากระดูกที่ลองเกยส่งมาถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเปรียบเทียบพวกมันกับตัวอย่างชิ้นอื่นๆ วันที่ 4 เมษายน 1796 หรือวันที่ 15 เดือน 7 ปีที่ 4 หากอ้างตามปฏิทินปฏิวัติที่ใช้ในขณะนั้น เขาเสนอผลการวิจัยของเขาในการบรรยายสาธารณะ เขาเริ่มด้วยการอภิปรายเรื่องช้าง ชาวยุโรปทราบมานานแล้วว่า มีช้างในแอฟริกาซึ่งเป็นสัตว์ที่ดุร้าย และมีช้างในเอเชียซึ่งว่ากันว่า เชื่องกว่า อย่างไรก็ตาม ช้างก็คือช้าง เช่นเดียวกับสุนัขก็คือสุนัข บางตัวเชื่อง บางตัวดุร้าย จากการศึกษาซากช้างที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งรวมถึงกะโหลกจากศรีลังกาที่เก็บรักษาอย่างดีและอีกชิ้นหนึ่งจากแหลมกู๊ดโฮป กูวีเยพบว่าทั้งสองมาจากสายพันธุ์ที่ต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าเขาคิดถูกต้องแล้ว “ชัดเจนว่าช้างจากศรีลังกาต่างจากช้างแอฟริกามากกว่าม้ากับลาหรือแพะกับแกะ” เขาแถลง ลักษณะบ่งชี้ลักษณะหนึ่งคือฟัน ฟันกรามของช้างจากศรีลังกามีสันเป็นคลื่นด้านบน “ราวกับริบบิ้นร้อยเป็นพวง” ขณะที่ฟันของช้างจากแหลมกู๊ดโฮปมีสันเรียงกันเป็นทรงข้าวหลามตัด หากดูจากสัตว์เป็นๆจะไม่เห็นความแตกต่างนี้ เพราะใครเล่าจะกล้าบ้าบิ่นลงไปส่องลําคอของช้าง? “ด้วยผลพวงจากกายวิภาคศาสตร์ล้วนๆ การค้นพบที่น่าสนใจด้านสัตววิทยานี้จึงเกิดขึ้นได้” กูวีเยแถลง

หลังจากที่แบ่งช้างออกเป็นสองประเภทดังกล่าวได้สําเร็จ กูวีเยจําแนกชิ้นส่วนต่อไป หลังจาก “การศึกษาหลักฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วน” กูวีเยสรุปว่าทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับเกี่ยวกับฟันยักษ์จากรัสเซียนั้นผิดไปจากฟันและกรามจากไซบีเรีย “ไม่เหมือนฟันและกรามของช้างเสียทีเดียว” พวกมันเป็นของสายพันธุ์อื่น สําหรับฟันสัตว์จากโอไฮโอ มองปราดเดียวก็ “เพียงพอที่จะเห็นว่าพวกมันแตกต่างไปกว่านั้น”

“เกิดอะไรขึ้นกับสัตว์ขนาดใหญ่สองชนิดนี้ซึ่งไม่มีใครหาร่องรอยการดํารงชีวิตอยู่พบ?” เขาถาม คําถามที่กูวีเยตั้งขึ้นตอบตัวมันเอง พวกมันเป็นสายพันธุ์ที่สูญหายไปแล้ว กูวีเยได้เพิ่มจํานวนสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สูญพันธุ์มากขึ้นถึงสองเท่า จากเดิมที่ (อาจจะ) มีเพียงหนึ่ง ก็กลายเป็นสอง เขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สองสามเดือนก่อนหน้านั้นกูวีเยได้รับภาพร่างโครงกระดูกที่ค้นพบบนชายฝั่งแม่น้ำลูฮานทางตะวันตกของบัวโนสไอเรส โครงกระดูกซึ่งยาว 12 ฟุตและสูง 6 ฟุตถูกส่งไปยังมาดริดทางเรือก่อนจะประกอบขึ้นใหม่อย่างอุตสาหะ กูวีเยดูภาพร่างและระบุเจ้าของกระดูกได้อย่างถูกต้องอีกครั้งว่ามันเป็นสล็อทประหลาดขนาดยักษ์ชนิดหนึ่ง เขาเรียกมันว่าเมกะเธเรียม (Megatherium) ซึ่งแปลว่า “สัตว์ยักษ์” แม้ว่าเขาไม่เคยเดินทางไปประเทศอาร์เจนตินาหรือที่จริงไม่เคยไปไกลกว่าเยอรมนีเลยด้วยซ้ำ หากแต่กูวีเยเชื่อว่าจะไม่พบเมกะเธเรียมเดินอุ้ยอ้ายตามแม่น้ำในอเมริกาใต้ มันหายตัวไปแล้วเช่นกัน เช่นเดียวกับสัตว์ที่เรียกว่าสัตว์จากมาสทริชท์ (Maastricht animal) ซึ่งพบซากของมันที่มีขนาดมหึมา และกรามแหลมประดับด้วยฟันเหมือนฉลามที่เหมืองแร่ในเนเธอร์แลนด์ (ฟอสซิลจากมาสทริชท์เพิ่งถูกยึดครองโดยฝรั่งเศสซึ่งเข้าครอบครองเนเธอร์แลนด์ในปี 1795) และหากมีสัตว์สูญพันธุ์สี่สายพันธุ์ กูวีเยแถลงว่าต้องมีสัตว์อื่นอีก ข้อเสนอใหม่นี้อาจหาญมากเมื่อคํานึงถึงหลักฐานที่มีอยู่บนพื้นฐานของกระดูกที่มีอยู่กระจัดกระจายไม่กี่ชิ้น กูวีเยเกิดแนวคิดใหม่ในการมองชีวิตสายพันธุ์ต่างๆล้มตายและหายไป นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะแห่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่แพร่หลายไปทั่ว “ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้สอดคล้องลงรอยกันและไม่มีรายงานใดขัดแย้ง สําหรับผม ดูเหมือนสิ่งนี้จะพิสูจน์ว่ามีโลกที่ดํารงอยู่ก่อนหน้าโลกของเรา” กูวีเยกล่าว “แต่โลกดั้งเดิมนี้คืออะไร? และการปฏิวัติใดกวาดล้างมันไป?”

แมมมอธ มาสโตดอน และช้างสี่งา (gomphothere)

gomphothere

นับตั้งแต่สมัยของกูวีเย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติเติบโตเป็นสถาบันที่แตกกิ่งก้านสาขาไปทั่วฝรั่งเศส แต่อาคารกลุ่มหลักยังตั้งอยู่ในสวนของราชสํานักแห่งเดิมในเขตที่ 5 กูวีเยไม่เพียงทํางานในพิพิธภัณฑ์ แต่เขาใช้ชีวิตวัยทํางานส่วนใหญ่บนที่ดินของพิพิธภัณฑ์ เขาอาศัยอยู่ในบ้านผนังปูนหลังใหญ่ซึ่งเขาปรับให้เป็นสํานักงาน ปัจจุบันมีร้านอาหารตั้งอยู่ถัดจากตัวบ้าน และถัดไปก็เป็นสวนสัตว์ อีกฟากหนึ่งของสวนมีอาคารขนาดใหญ่ที่จัดแสดงคลังบรรพชีวินวิทยาของพิพิธภัณฑ์ ปัสกาล ตาซี (Pascal Tassy) เป็นผู้อํานวยการพิพิธภัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอันดับช้าง (proboscidean) ซึ่งรวมถึงช้างและญาติของมันที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น แมมมอธ มาสโตดอน และช้างสี่งา (gomphothere) เป็นต้น ตาซีตัดสินใจที่เป็นนักบรรพชีวินวิทยาตั้งแต่อายุได้เจ็ดขวบ หลังจากที่ได้อ่านการผจญภัยของตินตินเกี่ยวกับการขุดค้น เขากล่าวว่า “พวกมันเป็นกลุ่มที่น่า หลงใหล ยกตัวอย่างเช่นงวง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคศาสตร์บริเวณใบหน้าที่เหลือเชื่อจริงๆ มันมีวิวัฒนาการนับแยกได้ห้าครั้ง แค่เพียงสองครั้งก็น่าประหลาดใจแล้ว แต่นี่เกิดขึ้นแยกกันถึงห้าครั้ง! เราจําต้องยอมรับเรื่องนี้หลังจากศึกษาฟอสซิล” ตาซีกล่าวว่า จนถึงปัจจุบันจําแนกประเภทอันดับช้างได้ประมาณ 170 สายพันธุ์ โดยนับย้อนหลังไปประมาณ 55 ล้านปี “และผมแน่ใจว่ายังอีกไกลกว่าจะเสร็จสมบูรณ์”

จากมุมมองเชิงวิวัฒนาการ ฟันกรามของมาสโตดอนไม่มีอะไรแปลกประหลาด มันเหมือนฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ คือประกอบด้วยเนื้อฟันส่วนกลางหุ้มด้วยเคลือบฟันที่แข็งกว่าแต่แตกหักได้ง่ายกว่า ประมาณ 30 ล้านปีที่แล้ว สายของอันดับช้างที่โยงไปสู่มาสโตดอน แยกออกจากสายที่โยงไปสู่แมมมอธและช้าง กลุ่มหลังนี้จะวิวัฒนาการฟันไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น นั่นคือมีแผ่นเคลือบฟันซึ่งหลอมเป็นรูปคล้ายขนมปังแถว การเรียงตัวเช่นนี้แข็งแกร่งกว่ามาก มันช่วยให้แมมมอธและช้างในปัจจุบันกินอาหารที่แข็งกระด้างเกินปกติได้ ขณะที่มาสโตดอนยังคงมีฟันกรามลักษณะค่อนข้างดั้งเดิม (เช่นเดียวกับมนุษย์) แน่นอนว่ากูวีเยขาดมุมมองด้านวิวัฒนาการ ซึ่งในแง่หนึ่งกลับทําให้ความสําเร็จของเขาน่าพึ่งยิ่งขึ้น “แน่นอนว่าเขาผิดพลาด” ตาซีกล่าว “แต่ส่วนใหญ่งานด้านเทคนิคของเขาเลิศเลอ เขาเป็นนักกายวิภาคศาสตร์ที่เยี่ยมยอด”

ในช่วงศตวรรษที่ 18 บางคนคิดว่าฟอสซิลจากมาสทริชท์เป็นของจระเข้ประหลาด และบางคนคิดว่าเป็นของวาฬฟันเบี้ยว ท้ายสุดกูวีเยก็จําแนกได้ถูกต้องอีกครั้งว่ามันเป็นของสัตว์เลื้อยคลานทะเล (ต่อมาสัตว์ตัวนี้ได้ชื่อว่าโมซาซอร์) ในการบรรยายเรื่อง “สายพันธุ์ช้าง ทั้งที่มีชีวิตอยู่และจากฟอสซิล” กูวีเยได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการสูญพันธุ์เกิดขึ้นจริงได้สําเร็จ แต่คํากล่าวยืนยันอันห้าวหาญที่สุดของเขาที่ว่า เคยมีโลกที่หายไปแล้วทั้งใบซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์สายพันธุ์ต่างๆยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ถ้ามีโลกดังกล่าวจริง ย่อมต้องหาร่องรอยของสัตว์สูญพันธุ์ได้ ดังนั้นกูวีเยจึงเริ่มออกตามหา บังเอิญว่าปารีสในช่วงทศวรรษ 1790 เป็นที่ประเสริฐสําหรับนักบรรพชีวินวิทยา เนินเขาทางเหนือของเมืองอุดมไปด้วยเหมืองยิปซัม ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของปูนปลาสเตอร์ในปารีส (เมืองหลวงเติบโตอย่างไร้การวางแผนเหนือเหมืองแร่หลายแห่งเสียจนดินถล่มเป็นภัยหลักในสมัยของกูวีเย) บ่อยครั้งชาวเหมืองพบกระดูกประหลาดซึ่งมีค่าสําหรับนักสะสมแม้ว่าพวกเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ากําลังสะสมอะไร ด้วยความช่วยเหลือจากนักสะสมที่คลั่งไคล้คนหนึ่ง ในไม่ช้ากูวีเยจึงรวบรวมชิ้นส่วนของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้อีกหนึ่งตัว ซึ่งเขาเรียกว่า “สัตว์ขนาดกลางจากมงมาร์ต”

ตลอดเวลาระหว่างนั้น กูวีเยขอตัวอย่างจากนักธรรมชาติวิทยาในพื้นที่อื่นๆของยุโรป เนื่องจากฝรั่งเศสขึ้นชื่อว่าชอบยึดครองวัตถุมีค่า จึงมีนักสะสมไม่กี่คนยอมส่งฟอสซิลจริงให้ แต่เริ่มมีคนส่งภาพวาดแสดงรายละเอียดทั้งจากเมืองฮัมบูร์ก ชตุทท์การ์ท ไลเดิน โบโลญญา และที่อื่นๆอีกหลายแห่ง “ผมกล่าวได้ว่าผมได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติทุกคนที่รักหรืออุทิศตัวให้วิทยาศาสตร์” กูวีเยเขียนแสดงความขอบคุณ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet