การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 1

(อ่าน การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum ตอนที่ 2การสูญพันธุ์ อาจเป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างแรกที่เด็กๆทุกวันนี้ต้องเรียนรู้ เด็กหนึ่งขวบได้ตุ๊กตาไดโนเสาร์เป็นของเล่น และเด็กสองขวบเข้าใจหรืออย่างน้อยก็พอเข้าใจคร่าวๆว่าสัตว์พลาสติกตัวน้อยเหล่านี้แทนสัตว์ที่มีขนาดใหญ่มาก เด็กๆที่ยังใส่ผ้าอ้อม (ไม่ว่าพวกเขาจะหัวไวหรือหัดเข้าห้องน้ำช้า) สามารถอธิบายได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีไดโนเสาร์หลายประเภทและตอนนี้พวกมันสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าการสูญพันธุ์ดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่กระจ่างชัดเจนสําหรับเรา แต่นั่นไม่จริงเลย

ประวัติศาสตร์ของสรรพสัตว์ (History of Animals)

History of Animals

อริสโตเติล เขียนประวัติศาสตร์ของสรรพสัตว์ (History of Animals) สิบเล่มโดยไม่คํานึงถึงความเป็นไปได้ว่าสัตว์เหล่านั้นมีประวัติศาสตร์จริงๆ ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History) ของพลินีให้คําบรรยายเกี่ยวกับสัตว์ที่มีอยู่จริงและสัตว์ในจินตนาการ แต่ไม่มีคําบรรยายเกี่ยวกับสัตว์ที่สูญพันธุ์ ในช่วงยุคกลางหรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการไม่มีมโนทัศน์เรื่องนี้ คําว่า “ฟอสซิล” ในตอนนั้นหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่ขุดพบจากใต้ดิน (ดังนั้นจึงมีคําว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ในยุคเรืองปัญญา มุมมองทั่วไปเห็นว่าทุกสายพันธุ์มีความเกี่ยวเนื่องกับ “ห่วงโซ่แห่งการดํารงอยู่” อันยิ่งใหญ่และไม่อาจทําลายได้ ดังที่ อเล็กซานเดอร์ โปป (Alexander Pope) กล่าวในเรียงความเรื่องมนุษย์ (Essay on Man) ว่า สรรพสิ่งต่างๆล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งสมบูรณ์มหาศาล ซึ่งร่างของมันคือธรรมชาติ และจิตวิญญาณคือพระเจ้า

เมื่อ คาร์ล ลินเนียส (Car Linnaeus) เสนอระบบการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิต แบบทวินาม (binomial nomenclature) เขาไม่ได้แบ่งแยกระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งที่ตายแล้ว เพราะในมุมมองของเขาไม่จําเป็นต้องแบ่งแยก หนังสือชื่อ ระบบธรรมชาติ (Systema Naturae) ของเขา ฉบับพิมพ์ครั้งที่สิบ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1758 แสดงรายชื่อด้วงกว่าง (scarab beetle) 63 สายพันธุ์ หอยเต้าปูน (cone snail) 34 สายพันธุ์ และปลาซีกเดียว (fat fish) 16 สายพันธุ์ แต่ทว่าอันที่จริงในหนังสือระบบธรรมชาติ มีสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น นั่นคือพวกที่มีตัวตนอยู่

การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา Mammut americanum

การค้นพบฟันกรามของมาสโตดอนอเมริกา

ทัศนะนี้ยืนยงแม้ว่ามีหลักฐานขัดแย้งมากพอควร ในห้องสารภัณฑ์ในลอนดอน ปารีส และเบอร์ลินเต็มไปด้วยร่องรอยของสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดซึ่งไม่เคยมีใครพบเห็นอย่างซากสัตว์ที่ต่อมาได้รับการบ่งชี้ว่าเป็นไทรโลไบต์ (trilobite) เบเลมไนต์ (belemnite) และแอมโมไนต์ (ammonite) แอมโมไนต์บางตัวขนาดใหญ่เสียจนเปลือกในฟอสซิลมีขนาดใกล้เคียงกับล้อเกวียน ในศตวรรษที่ 18 กระดูกของช้างแมมมอธเดินทางจากไซบีเรียสู่ยุโรปมากขึ้น พวกมันจึงถูกยัดเข้าไปในระบบด้วยเช่นกัน กระดูกเหล่านี้ดูคล้ายกระดูกช้าง เมื่อชัดเจนว่าไม่มีช้างในรัสเซียปัจจุบัน แสดงว่าพวกมันต้องเป็นกระดูกของสัตว์ที่ถูกมหาอุทกภัยในปฐมกาลพัดพามาทางเหนือ ในที่สุดก็เกิดมโนทัศน์เรื่องการสูญพันธุ์ขึ้นมาในประเทศฝรั่งเศสที่รักการปฏิวัติซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สาเหตุหลักๆที่ทําให้เกิดมโนทัศน์นี้เป็นเพราะสัตว์ตัวหนึ่งซึ่งปัจจุบันเรียกว่า มาสโตดอนอเมริกา หรือ Mammut americanum กับชายคนหนึ่งคือนักธรรมชาติวิทยาที่ชื่อ ฌอง-เลโอปอลด์-นกอลา-เฟรเดริก กูวีเย (Jean-Leopold-Nicolas Frederic Cuvier) ซึ่งใช้ชื่อสั้นๆว่า ฌอร์ฌ ตามชื่อพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้ว กูวีเยเป็นบุคคลที่มีความได้หลากหลายในประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ เขาล้ำหน้าผู้ที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันแต่ขณะเดียวกันก็ถ่วงรั้งพวกเขาหลายคนไว้เช่นกัน เขาอาจมีเสน่ห์และอาจโหดร้าย เขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และในขณะเดียวกันก็หัวเก่า เมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 19 ความคิดของเขาถูกล้มล้างไปหลายเรื่อง แต่การค้นพบเมื่อเร็วๆนี้มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนบรรดาทฤษฎีของเขาที่เคยถูกคนสบประมาทมากที่สุด ผลคือทัศนคติต่อโลกที่น่าเศร้าของกูวีเยดูเหมือนจะกลายเป็น คําพยากรณ์ ชาวยุโรปพบกระดูกของมาสโตดอนอเมริกาครั้งแรกเมื่อใดนั้นชี้ชัดไม่ได้ มีคนขุดพบฟันกรามซี่หนึ่งในทุ่งทางเหนือของรัฐนิวยอร์กแล้วส่งไปยังลอนดอนในปี 1705 โดยแปะป้ายว่า “ฟันยักษ์” กระดูกมาสโตดอนชุดแรกที่ได้รับการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งอาจเป็นคําที่ฟังดูไม่เข้ากับยุคสมัยนั้น ถูกค้นพบในปี 1739 ปีเดียวกันนั้น ชาร์ลส์ เลอ มอยน์ (Charles le Moyne) บารอนคนที่สองแห่งลองเกย (Longueuil) เดินทางลงไปตามแม่น้ำโอไฮโอพร้อมกับพลทหารสี่ร้อยนาย ส่วนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเช่นเดียวกับเขา ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวอัลกองเกวียนและอิโรควอย เป็นการเดินทางที่ยากลําบากและขาดแคลนเสบียง ช่วงหนึ่งของการเดินทาง ทหารชาวฝรั่งเศสนายหนึ่งเล่าว่ากองทัพต้องกินลูกโอ๊กประทั้งชีวิต ครั้งหนึ่ง อาจเป็นฤดูใบไม้ร่วง ลองเกยและทหารของเขาตั้งค่ายบนชายฝั่งตะวันออกของโอไฮโอ ไม่ไกลจากเมืองซินซินแนติในปัจจุบัน ทหารชาวอเมริกันพื้นเมืองหลายคนเริ่มออกล่าสัตว์ พวกเขาเจอหนองน้ำซึ่งส่งกลิ่นกํามะถันอยู่ห่างออกไปไม่กี่ไมล์ รอยเท้าควายมุ่งไปยังหนองน้ำจากทุกทิศ มีกระดูกนับร้อยหรืออาจเป็นพันโผล่ขึ้นมาจากโคลนราวกับเสากระโดงของซากเรือ พวกเขาแบกกระดูกต้นขายาวสามฟุตครึ่ง งาขนาดใหญ่ และฟันซี่โตหลายซี่กลับค่าย รากฟันยาวเท่ามือคนและแต่ละซี่หนักเกือบสิบปอนด์

ลองเกยสนใจกระดูกเหล่านั้นมาก เขาจึงสั่งให้ทหารขนไปด้วย เมื่อออกเดินทางต่อ พวกเขาลากงา กระดูกต้นขา และฟันกรามขนาดมหึมาผ่านป่ารกชัฏ ในที่สุดก็มาถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปี พวกเขาเจอกับกองทหารฝรั่งเศสอีกกลุ่มหนึ่ง ตลอดหลายเดือนต่อมา คนของลองเกยจํานวนมากป่วยตาย และการรบพุ่งกับพวกชิกคาซอว์จบลงด้วยความพ่ายแพ้และขายหน้า อย่างไรก็ดี ลองเกยเก็บรักษากระดูกพิลึกพิลั่นนั้นไว้ เขาเดินทางไปยังนิวออร์ลีนส์แล้วส่งงา ฟัน และกระดูกต้นขาขนาดยักษ์ลงเรือไปฝรั่งเศส พวกมันถูกนําขึ้นถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งทรงจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์หรือ Cabinet du Roi หลายสิบปีต่อมา แผนที่ของหุบเขาแถบแม่น้ำโอไฮโอยังคงว่างเปล่าเสียส่วนใหญ่ ยกเว้นตําแหน่งของ Endroit ou on a trouvé des 0s d’Elephant หรือ “สถานที่ที่พบกระดูกช้าง” (ปัจจุบัน “สถานที่ที่พบกระดูกช้าง” เป็นอุทยานรัฐในเคนทักกีชื่อ บิ๊กโบนลิก หรือ บึงกระดูกใหญ่)

กระดูกของลองเกยทําให้ทุกคนที่ได้เห็นตกตะลึง กระดูกต้นขา และงาดูเหมือนจะเป็นของช้างหรือไม่ก็ของแมมมอธ ซึ่งถือว่าคล้ายกันเมื่ออ้างตามอนุกรมวิธานสมัยนั้น แต่ฟันของสัตว์ตัวนั้นเป็นปริศนา ไม่สามารถจัดประเภทได้ ฟันของช้าง (และของแมมมอธ) ด้านบนเรียบ และมีแนวสันบางๆ จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นผิวการบดเคี้ยวจึงคล้ายพื้นรองเท้าวิ่ง ต่างจากฟันของมาสโตดอนซึ่งเป็นปุ่ม ดูเหมือนฟันของมนุษย์ร่างยักษ์ ฌ็อง-เอเตียน เกต์ตาร์ (Jean-Etienne Guettard) นักธรรมชาติวิทยาคนแรกที่ศึกษาฟันเหล่านั้นไม่กล้าแม้แต่จะเดาถึงที่มาของมัน

ในปี 1762 ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ หลุยส์-ฌอง-มารี โดบ็องตง (Louis-Jean-Marie Daubenton) พยายามไขปริศนาเรื่องฟันลึกลับนั้นโดยประกาศว่า “สัตว์ปริศนาแห่งโอไฮโอ” ไม่ใช่สัตว์ตัวเดียวแต่เป็นสัตว์สองตัว งาและกระดูกขาเป็นของช้าง ส่วนฟันกรามมาจากสัตว์อีกชนิดหนึ่ง เขาลงความเห็นว่าสัตว์อีกชนิดน่าจะเป็นฮิปโป ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง มีการขนส่งกระดูกมาสโตดอนไปยุโรปเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ส่งไปยังลอนดอน ซากกระดูกเหล่านี้ซึ่งมาจากบิ๊กโบนลิกเช่นเดียวกันยังคงมีรูปแบบน่าฉงน กระดูกและงาคล้ายของช้าง แต่ฟันกรามมีลักษณะตะปุ่มตะป่า วิลเลียม ฮันเตอร์ (William Hunter) แพทย์ประจําพระองค์ของพระราชินีเห็นว่าคําอธิบายของโดบ็องตง เกี่ยวกับความแตกต่างนี้ไม่เพียงพอ ฮันเตอร์ให้คําอธิบายที่ต่างออกไป และนับเป็นคําตอบ เขาเสนอว่า “สัตว์ที่คิดว่าเป็นช้างอเมริกัน” นั้นคือสัตว์ชนิดใหม่ซึ่ง “นักกายวิภาคศาสตร์ไม่คุ้นเคย” เขาลงความเห็นว่ามันเป็นสัตว์กินเนื้อ ฟันจึงดูน่ากลัว และเรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า “American incognitum” (สัตว์อเมริกัน ไม่ทราบชื่อ) นักธรรมชาติวิทยาชั้นนําของฝรั่งเศส ฌอร์ล-หลุยส์ เลอเคลร์ เคานต์แห่งบูฟง (Georges-Louis Leclerc, Comte de Buffon) เสนอทิศทางใหม่ให้กับหัวข้ออภิปราย เขาแย้งว่าซากสัตว์ดังกล่าวไม่ได้มาจากสัตว์หนึ่งหรือสองตัว แต่เป็นสามตัว อันได้แก่ ช้าง ฮิปโป และสัตว์ซึ่งยังไม่ทราบสายพันธุ์ บูฟงยอมรับอย่างหวาดหวั่นว่าสายพันธุ์หลังสุดซึ่ง “ใหญ่สุดในบรรดาสรรพสัตว์” ดูเหมือนจะหายสาบสูญไป เขาตั้งข้อสังเกตว่ามันเป็นสัตว์บกตัวเดียวที่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet