การสูญพันธุ์ของกบสีทองปานามา Atelopus zeteki ตอนที่ 2

การสูญพันธุ์ของกบสีทองปานามา

(อ่านเรื่อง การสูญพันธุ์ของกบสีทองปานามา ตอนที่ 1) สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า amphibian มาจากภาษากรีกที่แปลว่า “ชีวิตสองภาค”) ส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิด กับอาณาจักรแหล่งน้ำที่มันโผล่ขึ้นมา (ชาวอียิปต์โบราณคิดว่ากบเกิดจากการจับคู่ของดินกับน้ำช่วงที่น้ำในแม่น้ำไนล์ท่วมล้นในแต่ละปี) ไข่ของมันซึ่งไม่มีเปลือกต้องเก็บให้ชุ่มชื้นเพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะพัฒนา เติบโต มีกบหลายชนิดที่วางไข่ในธารน้ำเหมือนกบสีทองปานามา และยังมีกบที่วางไข่ในแอ่งน้ำชั่วคราว กบที่วางไข่ใต้ดิน อีกทั้งกบที่วางไข่ในรังซึ่งสร้างขึ้นจากน้ำลาย นอกจากกบที่วางไข่บนหลังและกระเป๋าหน้าท้อง ยังมีกบที่พันไข่รอบขาเหมือนผ้าพันแผล เมื่อไม่นานมานี้มีกบสองสายพันธุ์สูญพันธุ์ไป พวกมันมีชื่อเรียกว่าวงศ์กบพลาติพุส (gastric-brooding frogs) ซึ่งเก็บไข่ไว้ในกระเพาะและสํารอกลูกกบออกมาทางปาก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำปรากฏตัวขึ้นในเวลาที่ทุกผืนดินบนโลก ยังเชื่อมต่อเป็นผืนดินขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่ามหาทวีปแพนเจีย (Pangaea)

นับตั้งแต่แพนเจียแตกออกจากกัน พวกมันได้ปรับตัวให้ เข้ากับสภาพของทุกทวีป ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วโลกจําแนกประเภทได้กว่าเจ็ดหมื่นสายพันธุ์ โดยจํานวนมากพบในแถบป่าฝนเขตร้อน ขณะที่บางส่วนสามารถดํารงชีวิตในทะเลทราย เช่น กบเนินทราย (sandhill frog) ในออสเตรเลีย และบางส่วนสามารถดํารงชีวิตอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เช่น กบไม้ (Wood frog) กบที่พบมากในทวีปอเมริกาเหนือหลายชนิดรวมถึงกบจําศีลหน้าร้อน (spring peeper) สามารถรอดชีวิตในฤดูหนาวที่แข็งยะเยือกอย่างกับไอศกรีมแท่งได้ ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการอันยาวนานของพวกมันสื่อความหมายว่า แม้มนุษย์จะมองว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหลายกลุ่มดูคล้ายกัน แต่เมื่อพูดในแง่พันธุศาสตร์แล้ว พวกมันแตกต่างกันราวค้างคาวกับม้า

เห็ดราไคทริด (Chytrid) เพชรฆาตผู้ลึกลับ

เห็ดราไคทริด

เดวิด เวก หนึ่งในผู้เขียนบทความนั้นอยู่ในกลุ่มที่ไม่เชื่อในตอนแรกว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกําลังหายไป ตอนนั้นเป็นช่วงทศวรรษ 1980 นักศึกษาของเวกเริ่มกลับจากการเดินทางเก็บกบในเซียร์ราเนวาดาโดยไม่ได้อะไรกลับมา เวกจําได้ว่าสมัยที่เขาเป็นนักศึกษาในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นเรื่องยากมากที่จะหลบเลี่ยงกบในเซียร์ราเนวาดา “เราเดินผ่านทุ่งแล้วก็เหยียบมันโดยไม่ได้ตั้งใจ” เขา บอก “มีกบทุกที่” เวกสันนิษฐานว่านักศึกษาของเขาไปผิดจุดหรือไม่ก็ไม่รู้วิธีหา แต่แล้วเมื่อนักวิจัยหลังปริญญาเอกคนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์เก็บสัตว์เหล่านี้มาหลายปีบอกเขาว่าหาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำไม่เจอแม้แต่ตัวเดียว ส่วนหนึ่งที่ทําให้สถานการณ์นี้น่าฉงนคือภูมิศาสตร์ ดูเหมือนว่ากบไม่เพียงหายตัวไปจากบริเวณที่มีประชากรมากและถูกรบกวน แต่ยังหายไปจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์อย่างเทือกเขาเซียร์ราและเทือกเขาในอเมริกากลาง ตอนท้ายทศวรรษ 1980 ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชาวอเมริกันเดินทางไปยังเขตอนุรักษ์ป่าเมฆ มอนเตเบร์เด (Monteverde Cloud Forest Reserve) ในตอนเหนือของคอสตาริกาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการขยายพันธุ์ของคางคกสีทอง (golden toad) เธอลงภาคสนามถึงสองรอบเพื่อตามหามันในบริเวณที่คางคกเคยผสมพันธุ์จนมีลูกเป็นหาบๆ กลับพบคางคกตัวผู้เพียงตัวเดียว (คางคกสีทองซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในประเภทสัตว์สูญพันธุ์ความจริงมีสีส้มสด เป็นญาติห่างๆของกบสีทองปานามาซึ่งตามหลักแล้วจัดว่าเป็นคางคก เนื่องจากมีต่อมคู่หนึ่งอยู่หลังดวงตา) ในช่วงเดียวกันนั้นที่คอสตาริกาตอนกลาง กลุ่มนักชีววิทยาสังเกตว่าประชากรของกบประจําท้องถิ่นหลายสายพันธุ์ลดฮวบลง สายพันธุ์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์มากเริ่มหายไป รวมถึงสายพันธุ์ที่เห็นบ่อยด้วยในเอกวาดอร์ คางคกจัมบาโต (Jambato toad) ซึ่งเคยมาเยือนสวนหลังบ้านอยู่บ่อยๆกลับหายไปในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย อึ่งกลางวัน (Southern day frog) ซึ่งเคยชุกชุมในแถบนั้น บัดนี้หาไม่พบอีกต่อไป ร่องรอยแรกซึ่งชี้ตัวผู้ฆ่าลึกลับที่พิฆาตกบนับตั้งแต่ควีนส์แลนด์จนถึงแคลิฟอร์เนียอยู่ในสวนสัตว์แห่งหนึ่ง แม้เรื่องนี้ฟังดูน่าขัน แต่บางทีก็อาจจะขันไม่ออก สวนสัตว์แห่งชาติในวอชิงตัน ดี.ซี. แพร่พันธุ์กบลูกศรพิษสีน้ำเงิน (blue poison-dart frog) ซึ่งมีถิ่นกําเนิดในประเทศซูรินาเมสําเร็จหลายรุ่น แต่แล้วกบซึ่งผสมพันธ์ในตู้ของสวนสัตว์ก็เริ่มล้มตายวันแล้ววันเล่า นักพยาธิวิทยาสัตว์ที่สวนสัตว์เก็บตัวอย่างจากกบที่ตายและนําไปส่องกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เขาพบจุลินทรีย์บนผิวกบ ซึ่งต่อมาระบุได้ว่าเป็นเห็ดราในกลุ่มที่ชื่อ ไคทริด (chytrid) เห็ดราไคทริดมีอยู่แทบทุกที่ พบบนยอดไม้และลึกลงไปใต้ดิน แต่ไม่เคยพบสายพันธุ์นี้มาก่อน ความจริงนี่เป็นเรื่องแปลกมากจนต้องตั้งสกุลใหม่ทั้งสกุลเพื่อมันโดยเฉพาะ โดยให้ชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis (คําว่า batrachos เป็นภาษากรีก แปลว่า “กบ”) หรือเรียก สั้นๆว่า Bd นักพยาธิวิทยาสัตว์คนนั้นส่งตัวอย่างจากกบที่ติดเชื้อในสวนสัตว์แห่งชาติไปให้นักวิทยาเชื้อราที่มหาวิทยาลัยเมน นักวิทยาเชื้อราเพาะเชื้อเห็ดราแล้วส่งกลับมาที่วอชิงตันจํานวนหนึ่ง เมื่อกบลูกศรพิษสีน้ำเงินได้รับ Bd ที่เพาะในห้องปฏิบัติการ พวกมันล้มป่วยภายในสามสัปดาห์แล้วก็ตาย การวิจัยต่อมาพบว่า Bd มีผลต่อความสามารถในการดูดซึมสารอิเล็กโทรไลต์ที่จําเป็นผ่านผิวหนัง จึงเป็นผลทําให้พวกมันหัวใจวาย บางที่อาจเรียก EVACC ได้ว่าเป็นโครงการซึ่งอยู่ในระหว่างดําเนินงาน สัปดาห์ที่ศูนย์ฯ ทีมอาสาสมัครจากอเมริกาอยู่ที่นั่นด้วยเพื่อช่วยจัดนิทรรศการซึ่งจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิต จึงต้องแยกพื้นที่จัดงานออกมาและใช้ทางเข้าต่างหาก โดยมีช่องตามกําแพงเพื่อติดตู้กระจกและรอบช่องเหล่านั้นมีภาพวาด ทิวทัศน์ภูเขาเหมือนกับภาพที่คุณจะเห็นถ้าออกไปข้างนอกแล้วเงยหน้าขึ้นมองเนินเขา จุดเด่นของนิทรรศการคือตู้ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกบสีทองปานามา เหล่าอาสาสมัครพยายามสร้างน้ำตกสูงสามฟุตที่ทําจากคอนกรีตให้พวกมัน แต่มีปัญหากับระบบปั๊มน้ำและยากที่จะหาอะไหล่ในหุบเขาที่ไม่มีร้านขายเครื่องมือและอุปกรณ์ช่าง ดูเหมือนอาสาสมัครต้องเสียเวลาเตร็ดเตร่และเฝ้ารอไปมากทีเดียว

อาสาสมัครทุกคนที่ศูนย์ฯนั้นเป็นคนรักกบเช่นเดียวกับกริฟฟิธ หลายคนเคยเป็นผู้ดูแลสวนสัตว์และทํางานกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในสหรัฐอเมริกา พวกเขาทุ่มเทและมุ่งมั่นรวมถึงก่อตั้งและดําเนินโครงการ EVACC แม้ว่าจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม ทุกวันนี้แทบไม่มีกบหลงเหลืออยู่ในป่ารอบเมืองเอลบาเยเลย ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าจําเป็นจะต้องนําสัตว์เข้ามาใน EVACC แต่ยิ่งกบอยู่ในศูนย์ฯนานเท่าใดก็ยิ่งยากที่จะอธิบายว่าพวกมันมาทําอะไรที่นั่น ทว่าสุดท้ายกลายเป็นว่าเห็ดราไคทริดไม่ต้องอาศัยสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเพื่อดํารงชีพ นั่นหมายความว่าหลังจากที่มันกวาดล้างกบในพื้นที่จนหมด มันก็จะยังอยู่ต่อไปตามวิถีชีวิตของเห็ดราไคทริด ดังนั้นหากปล่อยกบสีทองจาก EVACC กลับเข้าเนินเขารอบเมืองเอลบาเย พวกมันจะป่วยและล้มตาย (แม้จะใช้สารฟอกขาวทําลายเห็ดราได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าเชื้อโรคในป่าฝนทั้งป่าแน่นอน) เป้าหมายของศูนย์ฯคือเก็บรักษาสัตว์ไว้จนกว่าจะปล่อยให้พวกมันแพร่พันธุ์ในป่าได้ ซึ่งทุกคนยอมรับว่านึกไม่ออกว่าจะทําได้อย่างไร “เราต้องหวังว่ามันจะเกิดขึ้นได้ทางใดทางหนึ่ง” พอล ครัมป์ (Paul Crump) ผู้เชี่ยวชาญสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจากสวนสัตว์ฮิวสตันและเป็นผู้ดูแลโครงการสร้างน้ำตกกล่าวไว้ 

เมื่อไคทริดพัดผ่านเมืองเอลบาเยจนทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของกบสีทองปานามาแล้ว มันยังไม่หยุดแค่นั้น มันเดินทางต่อไปทางตะวันออก ยิ่งกว่านั้นมันยังเข้าสู่ปานามาจากทิศทางตรงกันข้ามโดยเคลื่อนมาจากโคลอมเบีย Bd แพร่ไปทั่วที่ราบสูง ในแอฟริกาใต้ และลงไปตามชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ก่อนจะข้ามเข้าสู่นิวซีแลนด์และแทสเมเนีย มันวิ่งผ่านแคริบเบียน จากนั้นก็เจอที่อิตาลี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ส่วนในสหรัฐอเมริกา ดูเหมือนว่ามันแผ่รังสีจากหลายจุด ไม่ได้ซัดสาดเหมือนคลื่นเสียทีเดียว แต่กระเพื่อมมาเป็นระลอกมากกว่า ณ จุดนี้ดูเหมือนว่าไม่มีใครหยุดมันได้อีกแล้ว

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass extinctions)

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่

เช่นเดียวกับที่วิศวกรควบคุมเสียงพูดถึง “เสียงพื้นฐาน” (background noise) นักชีววิทยาเองก็พูดถึง “การสูญพันธุ์ปกติ” (background extinction) ในช่วงเวลาทั่วๆไปซึ่งในที่นี้หมายถึงยุคสมัยทางธรณีวิทยานั้นการสูญพันธุ์แทบไม่เกิดขึ้นเลย น้อยกว่าการเกิดสายพันธุ์ใหม่เสียอีก และมันเกิดขึ้นในอัตราที่เรียกว่าอัตราการสูญพันธุ์ปกติ อัตราดังกล่าวนี้ แตกต่างกันไปตามกลุ่มสิ่งมีชีวิต และมักใช้ในรูปการสูญพันธุ์ต่อล้านปีสายพันธุ์ (million species-years) การคํานวณอัตราการสูญพันธุ์ปกติ เป็นงานที่ใช้ความวิริยอุตสาหะอย่างมาก เพราะต้องตรวจดูข้อมูลฟอสซิลจากหลายฐานข้อมูล กลุ่มที่อาจเป็นกลุ่มศึกษาที่ดีที่สุดคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยคาดว่าตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 0.25 ต่อล้านปีสายพันธุ์ นั่นหมายความว่า เนื่องจากมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 5,500 สายพันธุ์ในปัจจุบันหากคํานวณตามอัตราการสูญพันธุ์ปกติ คาดว่าโดยคร่าวๆ 1 สายพันธุ์จะหายไปทุกๆ 700 ปี

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ต่างออกไป แทนที่จะเป็นเสียงร้องคลอประกอบฉาก มันกลับกลายเป็นการพังครืน อัตราการสูญหายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แอนโธนี ฮัลลัม (Anthony Halam) และ พอล วิกนอลล์ (Paul Wignall) นักบรรพชีวินวิทยาชาวอังกฤษผู้เขียนเกี่ยวกับหัวข้อนี้อย่างครอบคลุม ให้คําจํากัดความการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่กําจัด “ชีวชาติ (biota) ของโลกในสัดส่วนที่มีนัยสําคัญในระยะเวลาที่ไม่มีนัยสําคัญเชิงธรณีวิทยา” ผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่ง เดวิด ยับลอนสกี (David Jablonski) บอกลักษณะของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ว่าเป็น  “การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่” ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและ “ครอบคลุมทั่วโลก” ไมเคิล เบนตัน (Michael Bent นักบรรพชีวินวิทยาผู้ศึกษาการสูญพันธุ์ช่วงสินยุคเพอร์เมียนกล่าวถึงต้นไม้แห่งชีวิตในเชิงเปรียบเทียบว่า “ระหว่างการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ต้นไม้มากมายถูกตัดเหี้ยนเตียนราวกับมีคนบ้าแกว่งขวานฟาดฟัน นักบรรพชีวินวิทยาคนที่ห้า เดวิด เราป์ (David Raup) พยายามมองจากมุมมองของเหยื่อ และกล่าวว่า “ในเวลาส่วนใหญ่สายพันธุ์ต่างๆมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ต่ำ แต่สภาวะที่ค่อนข้างปลอดภัยเช่นนี้ถูกคั่นด้วยช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิมมาก” ประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต จึงประกอบด้วย “ระยะเวลาที่น่าเบื่อยาวนาน แทรกกลางด้วยช่วงตื่นตระหนกเป็นครั้งคราว”

เวลาก่อนปัจจุบัน โดยมีหน่วยเป็นล้านปี การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ห้าครั้ง โดยพิจารณาจากหลักฐานฟอสซิลสัตว์น้ำ การสูญพันธุ์ทั้งห้าครั้งส่งผลให้ความหลากหลายในระดับตระกูล (family) ลดลงอย่างรวดเร็ว หากเพียงสายพันธุ์หนึ่งจากตระกูลหนึ่งรอดได้ นับว่าตระกูลนั้นรอด ดังนั้นถ้าพิจารณาในระดับสายพันธุ์ (species) ความเสียหายนั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก ในช่วงตื่นตระหนก สิ่งมีชีวิตที่เคยโดดเด่นทั้งกลุ่มอาจหายไปหรือลดขั้นกลายเป็นตัวรอง คล้ายกับว่าโลกเปลี่ยนตัวผู้แสดงความเสียหาย เหมาลําเช่นนี้ชี้นําให้นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่า ระหว่างเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (นอกจากเหตุการณ์ที่เรียกว่าการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ห้าครั้งแล้ว ยังมีเหตุการณ์ย่อยหลายเหตุการณ์) กฎการเอาตัวรอด โดยทั่วไปจะถูกระงับ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงมากหรือเร็วมาก (หรือเปลี่ยนมาก และเร็วมาก) จนประวัติศาสตร์วิวัฒนาการแทบไม่ช่วยอะไร แท้จริงแล้ว คุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ที่จะช่วยรับมือกับภัยคุกคาม อาจกลายเป็นคุณสมบัติอันเป็นอันตรายถึงชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้

ยังไม่มีการคํานวณอัตราการสูญพันธุ์ปกติของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำออกมาอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเนื่องจากแทบไม่พบฟอสซิลสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แต่ที่แน่นอนคืออัตราที่ว่านี้ต่ำกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหนึ่งสายพันธุ์อาจสูญพันธุ์ทุกพันปีหรือนานกว่านั้น โดยสายพันธุ์นั้นอาจมาจากแอฟริกา หรือเอเชีย หรือออสเตรเลียก็ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือแต้มต่อของการที่คนคนหนึ่งจะได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ควรเท่ากับศูนย์ แต่กริฟฟิธเคยเห็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสูญพันธุ์แล้วหลายสายพันธุ์ ผู้ศึกษาสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ทํางานภาคสนามเกือบทุกคนล้วนเห็นมาแล้วหลายครั้ง “ผมอยากทํางานด้านการศึกษาสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเพราะผมชอบทํางานกับสัตว์” โจเซฟ เมนเดลสัน (Joseph Mendelson) ผู้เชี่ยวชาญสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่สวนสัตว์แอตแลนตาเขียนว่า “ผมไม่เคยคาดเลยว่ามันจะคล้ายคลึงกับบรรพชีวินวิทยาไปเสียได้”

ปัจจุบัน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำโดดเด่นอย่างไม่สู้ดีนักโดยครองตําแหน่งสัตว์ประเภทที่ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก คํานวณว่าอัตราการสูญพันธุ์ของกลุ่มนี้อาจสูงกว่าปกติถึง 45,000 เท่า แต่อัตราการสูญพันธุ์ในกลุ่มอื่นก็กําลังตีคู่ไล่ขึ้นมา คาดว่าหนึ่งในสามของปะการังที่สร้างแนวปะการังทั้งหมด หนึ่งในสามของหอยน้ำจืดทั้งหมด หนึ่งในสามของปลาฉลามและปลากระเบน หนึ่งในสี่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด หนึ่งในห้าของสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดและหนึ่งในหกของนกทั้งหมดกําลังมุ่งหน้าสู่จุดอวสาน การสูญเสียเกิดขึ้นทั่วโลกในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้และแปซิฟิกตอนเหนือ ในเขตอาร์กติกและเขตซาเฮลในแอฟริกา ในทะเลสาบและบนเกาะ บนยอดเขาและในหุบเขา ถ้าคุณรู้วิธีมองหา คุณอาจพบร่องรอยของเหตุการณ์การสูญพันธุ์ที่กําลังเกิดขึ้นในสวนหลังบ้านของคุณเอง

มีหลากหลายเหตุผลที่น่าสลดว่าทําไมสายพันธุ์ต่างๆถึงหายไป แต่ถ้าตามรอยกระบวนการที่เกิดขึ้นไปไกลเพียงพอ ตัวการเดิมย่อมหนี ไม่พ้น “สายพันธุ์อ่อนแอสายพันธุ์นั้น”

Bd เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวของมันเอง เห็ดราดังกล่าวสร้างสปอร์ขนาดจิ๋วที่มีหางเรียวยาว พวกมันแหวกว่ายในน้ำและสายน้ำอาจพัดพาไปไกล หรือเอ่อล้นขึ้นมาหลังพายุฝน (เป็นไปได้ว่าการกระจายเช่นนี้ปรากฏในปานามาในรูปแบบของหายนะที่เคลื่อนตัวไปทางตะวันออก) แต่การเคลื่อนที่ดังกล่าวไม่สามารถอธิบายการเกิดเห็ดราชนิดนี้ในพื้นที่ห่างไกลของโลกหลายแห่งพร้อมๆ กันได้ ทั้งในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย ทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า Bd เดินทางรอบโลกพร้อมกับการขนส่งกบน้ำแอฟริกา (African clawed frog) ซึ่งใช้ทดสอบการตั้งครรภ์ในยุค 1950 และ 1960 (เมื่อฉีดปัสสาวะของหญิงที่ตั้งครรภ์ให้กบน้ำแอฟริกาตัวเมีย มันจะวางไข่ภายในไม่กี่ชั่วโมง) เป็นเรื่องชวนคิด เพราะดูเหมือน Bd จะไม่มีผลร้ายแรงต่อกบน้ำแอฟริกาแม้ว่าพวกมันจะติดเชื้อเป็นวงกว้าง ทฤษฎีที่สองกล่าวว่าเห็ดราชนิดนี้มาจากกบอเมริกาเหนือ (North American bullfrog) พวกมันเข้าสู่ยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ซึ่งบางครั้งอาจมาโดยบังเอิญ และบางครั้งอาจมาโดยตั้งใจ พวกมันส่วนใหญ่ถูกส่งออกเพื่อการบริโภคของมนุษย์ กบจาก อเมริกาเหนือเองก็ติดเชื้อ Bd อย่างแพร่หลาย แต่ดูเหมือนว่า Bd จะทําอะไรพวกมันไม่ได้เช่นกัน ทฤษฎีแรกเป็นที่รู้จักในชื่อ “มาจากแอฟริกา” และทฤษฎีที่สองอาจเรียกได้ว่าสมมติฐาน “ซุปขากบ” อย่างไรก็ดี สมุฏฐานวิทยาของโรคในสองกรณีนี้เหมือนกัน ถ้าไม่มีคนขนขึ้นเรือหรือเครื่องบิน คงเป็นไปไม่ได้ที่กบซึ่งเป็นพาหะนํา Bd จะเดินทางจากแอฟริกาไปออสเตรเลีย หรือจากอเมริกาเหนือไปยุโรป การเคลื่อนย้ายข้ามประเทศซึ่งในปัจจุบันเราเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตร่วม 3,500 ล้านปี

แม้ว่า Bd พัดผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศปานามาแล้ว แต่กริฟฟิธยังออกไปเก็บสัตว์สําหรับ EVACC และคอยมองหาผู้รอดชีวิตเป็นครั้งคราว โดยพรานที่มีประสบการณ์สามารถหากบตอนกลางคืนโดยฉายไฟเข้าไปในป่าแล้วมองหาแสงสะท้อนจากตาของพวกมัน หากแต่กบเหล่านี้และ ลูกหลานของมัน (หากมี) กับทายาทรุ่นต่อมา (หากมี) จะไม่มีวันได้สัมผัสกับพื้นป่าฝนอีกเลย แต่จะใช้ชีวิตในตู้กระจกฆ่าเชื้อจนไปตราบสิ้นอายุขัยของพวกมัน

สนับสนุนโดย ufabet